ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกเหตุการณ์ประจำวันของครูวิด (อ่าน 17521 ครั้ง) เมื่อ: 3 เมษายน 2553 6:10 [183.89.206.15IP Lookup , 3 เมษายน 2553, 6:10:00]
0 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้อยู่ (เป็นผู้ชมทั่วไป 0 คน) Thanks แจ้งลบ

ครูนววิธ ศรีปลั่ง
บุคคลทั่วไป

เข้าร่วม 29/8/2552

บอร์ดนี้สำหรับครูวิดบันทึกเท่านั้นนะครับ ทุกคนสามารถอ่านดูได้ ไม่เป็นความลับครับ



คลิ้กเพื่อขอบคุณผู้เขียนหัวข้อนี้

คลิ้กที่นี่เพื่อดูความคิดเห็นก่อนหน้าทั้งหมด (340) แสดงความคิดเห็นล่าสุด 50 รายการ จากทั้งหมด 340

สู้ๆ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #291 เมื่อ 18 มกราคม 2554 19:55 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ทำไมเรารู้สึกว่า  เราเหนื่อย.....เราเคี่ยวเข็ญให้เด็กเป็นคนดีมีวินัยอยู่ฝ่ายเดียว    คนอื่นๆ  เขาเหนื่อยเหมือนเราหรือไม่....
ขยะ ยังเต็มพื้นถนน   เขาสั่งให้เก็บบ้างไหม
เสื้อลอยชาย
ไม่คล้องบัตร
ผมไม่เกรียน
พูดจาไม่สุภาพ
นิสัยเด็กยังไม่ดีขึ้นเลย
...แล้วครูเราทำอะไรกันอยู่นะ.....
เราไม่ชอบที่เด็กเรียนเก่งแต่มีนิสัยเห็นแก่ตัว
ถ้าเป็นอย่างนี้เด็กเห็นแก่ตัวพวกนี้จะไปทำลายอนาคตของชาติ เหมือนกับจอมโจรบัณฑิต จอมโจรเสื้อครุย.....

เราไม่อยากจะเห็นความย่อยยับของประเทศเลย
แต่อย่างไรก็ตาม   ฉันจะเหนื่อยต่อไป
เพื่อต่อสู้กับปัญหาขยะ  ปัญหานักเรียนเห็นแก่ตัว     ทิ้งขยะกันอยู่ได้  อกตัญญูต่อโรงเรียนจริง ๆ....แย่มาก....

อยากให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน.....
ข้าพเจ้าไม่สามารถจะไปบังคับใครได้
แต่ข้าพเจ้าจะเริ่มทำ  ....เริ่มที่ข้าพเจ้าเอง
ไม่หวังพึ่งใครทั้งนั้น

ทำไปจนกว่าจะตาย.....ตายเมื่อไหร่ ก็หมดหน้าที่เมื่อนั้น   จะอะไรนักหนาชีวิตมนุษย์
เราโชคร้ายจริงที่ตกสวรรค์มาเกิดในยุคกลียุค
ซึ่งเป็นยุคของมนุษย์ที่มีอายุขัยเฉลี่ยร้อยปีและมีคนชั่วมากกว่าคนดี......

เราต้องทนอยู่ทำความดีกับคนชั่ว ๆให้ได้......
และเมื่อคิวตายมาถึง เราก็จะมีความสุขที่สุด...หมดอายุขัยมนุษย์เสียที......

ได้กลับบ้านเราเสียที......สวรรค์.....วิมานที่เราเคยจากมา 31 ปีแล้ว.....สู้ต่อไป...มนุษย์นววิธ




สู้ๆ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #292 เมื่อ 18 มกราคม 2554 20:00 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

เราต้องมีสติ เพื่อลิขิตชีวิตให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  ไม่ตามกระแสวัตถุนิยม กำจัดอบายมุขให้สิ้นซาก

มนุษย์มีหลายชนิด.....เราต้องระวังมนุษย์บางชนิดที่จะทำอันตรายต่อเรา....




สู้ๆ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #293 เมื่อ 18 มกราคม 2554 20:02 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์  โปรดดลบันดาลให้ข้าพเจ้ามีกำลังกาย กำลังใจ  ชนะภัยพาลทั้งสิ้นทั้งปวงเทอญ




กรรม
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #294 เมื่อ 19 มกราคม 2554 21:38 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
ติดรายชื่อห้องบนบอร์ดกระจกลานเอนกประสงค์ งานผ้าป่า
ม.3 ไปทัศนศึกษาจ.อยุธยา  วัดในประวัติศาสตร์ไทย

.....กรรมลิขิต.....



สติ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #295 เมื่อ 20 มกราคม 2554 6:56 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ตามลมหายใจเข้าออก  ตั้งสติ    เตรียมตัวตาย




สติ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #296 เมื่อ 20 มกราคม 2554 7:06 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

โลกธรรม 8

สุข -ทุกข์

สรรเสริญ - นินทา

ลาภ-เสื่อมลาภ

ยศ-เสื่อมยศ

เราต้องมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม




รับผิดชอบร่วมกัน
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #297 เมื่อ 20 มกราคม 2554 19:27 [183.89.218.161] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3355 โอวาทผอสจ.
นักเรียนตก ผู้มีความผิด คือ ครูผู้สอน ครูที่ปรึกษา และตัวนักเรียน  มี 3 ส่วนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน  ครูผู้สอนผิดในฐานะวัดผลประเมินผลผิดพลาด ครูที่ปรึกษาผิดในเรื่องระบบดูแลนักเรียน นักเรียนผิดที่ต้องสอบตก ไม่ตั้งใจเรียน  ใครกันแน่ที่ผิด......



ติวo-net ม.3
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #298 เมื่อ 22 มกราคม 2554 20:10 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3379 เสาร์นี้ติวโอเนตคณิตม.3  ยังทำได้ไม่ดีพอ.....
แม้ว่าจะเตรียมตัวสอนถึง ตี 1 ก็ตาม
ความกังวลไม่เคยทำให้ดีขึ้น....
ง่วง.....ไม่สดชื่น. ...ไม่กระชุ่มกระชวย
ขณะติว  เราน่าจะสนุกมากกว่านี้นะ.....
เหนื่อย.....เพราะหักโหมมากเกินไป....ตี 1 
ปีการศึกษาหน้า จะพยายามพูดให้รู้เรื่องมากกว่านี้....



ติว โอเนต
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #299 เมื่อ 23 มกราคม 2554 9:47 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3387  ข้อปรับปรุงในการติว
1. ควรมีนาฬิกา  ฝึกจับเวลา ให้นักเรียนคิดก่อนเฉลย  คิดให้ได้ภายใน 1 นาที  จากนั้นครูเฉลยให้เสร็จสิ้นภายใน 3 นาที  1 ชั่วโมงจะได้ 15 ข้อ และควรฝึกให้นักเรียนต้องตัดสินใจเลือกตอบ   ทุกคนต้องตอบให้ได้ภายใน 1 นาที  จะเดาก็ได้  ฝึกการเดา ว่ามีโชคลาภในการเดาหรือไม่  และครูก็ตรวจไปด้วย  เมื่อทำครบ 15 ข้อแล้วนักเรียนจะสามารถประเมินตัวเองได้คร่าว ๆว่าเราทำข้อสอบได้มากน้อยแค่ไหน  เดาถูกี่ข้อ   เดาผิดกี่ข้อ
2. ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนยืนตอบปากเปล่า
3.ครูควรลุกไปยืนโชว์ตัวหรือให้นักเรียนมีส่วนร่วมเข้ามานั่งคิดกับครูบนเวทีก็ได้
4.ถ่ายรูปเก็บภาพไว้ด้วย
5.ฝึกสมองด้วยการคิดเลขเร็วง่าย ๆ



ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #300 เมื่อ 23 มกราคม 2554 10:11 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
กฎเหล็ก 9 ข้อ ในการรับนักเรียน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

.....

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการรับนักเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๔ แก่ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔

รมว.ศธ. กล่าวว่า นโยบายการรับนักเรียนของ ศธ.ในปีการศึกษา ๒๕๕๔ ไม่ต้องการให้มีการฝากและเรียกรับเงินอย่างเด็ดขาดนั้น เป็นกลไกเล็กๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเสมอภาค ความเป็นธรรม จึงต้องการทำความเข้าใจ เพื่อสร้างหลักคิดและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนโยบายนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการศึกษาไทย ยอมรับว่าสิ่งใดที่มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีแรงต้านทานเสมอ แต่ไม่มีอะไรที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นได้ ที่ผ่านมาโลกจึงมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีกว่าเสมอ

ในการรับนักเรียนในปีนี้ ได้วางนโยบายหรือกฎเหล็ก ๙ ข้อ ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่

๑) ต้องประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจถึงค่านิยมที่ถูกต้องในการรับนักเรียนตามนโยบาย  โดยต้องพูดให้เป็นเสียงเดียวกันว่า ในปีนี้รับนักเรียนต้องโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อคุณภาพการศึกษาและสร้างความเป็นธรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคน โดยไม่มีการฝาก การเรียกรับเงิน ทั้งนี้ตนได้สั่งการให้ สพฐ.จัดทำป้ายไวนิลติดประกาศไว้หน้าสถานศึกษาทุกแห่งอย่างชัดเจนว่า "เพื่อคุณภาพการศึกษา และความเสมอภาค การรับนักเรียนทุกระดับทั่วประเทศ จะเป็นธรรม โปร่งใส ไม่มีการฝาก และเรียกรับเงินอย่างเด็ดขาด ผมขอความร่วมมือ"

๒) ต้องวางแผนการรับนักเรียนที่ชัดเจน และประสานแผนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งโรงเรียนคู่พัฒนาอีก ๔ โรงเรียน ให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส

๓) การรับนักเรียนต้องรับรอบเดียว ห้องละ ๔๐ คน หากมีความจำเป็นสามารถเพิ่มได้ไม่เกินห้องละ ๑๐ คน แต่รวมแล้วต้องรับได้ไม่เกินห้องละ ๕๐ คน

๔) นักเรียนทุกคนต้องมีที่เรียน  ให้มีการเลือกโรงเรียนตามลำดับคะแนนและตามความสามารถของนักเรียน

๕) สถานศึกษาต้องดำเนินการตามแผนการรับนักเรียนให้นักเรียนทุกคนมีที่เรียนอย่างเคร่งครัด หากสถานศึกษาใดที่จะมีการจับสลาก การสอบ หรือโควตาผู้มีพระคุณ ต้องประกาศก่อนให้ชัดเจน

๖) หากใช้วิธีการสอบคัดเลือก ต้องประกาศผลการสอบและระบุคะแนนตามลำดับที่ที่สอบแข่งขันได้อย่างชัดเจน

๗) ห้ามไม่ให้มีการฝากเด็ก หรือการเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์อื่นใดในช่วงการรับนักเรียน

๘) สถานศึกษาต้องอำนวยความสะดวกในการขอรับทราบข้อมูลในการรับนักเรียน  ของนักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการติดตามการรับนักเรียน และส่วนกลาง

๙) ให้ทุกสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จนถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือว่านโยบายการรับนักเรียนเป็นภารกิจหลักในการรับนักเรียนที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า การรับนักเรียนที่ผ่านมา มักจะมีการกล่าวอ้างถึงนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง เพื่อเรียกร้องหาผลประโยชน์ แต่ในปีนี้ต้องการให้การรับนักเรียนเป็นไปอย่างโปร่งใส ต้องทำลายกระบวนการหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบจากเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่ง ศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เอง จึงต้องอาศัยผู้เสียหาย ได้แก่ ผู้ที่ถูกกล่าวอ้าง สถานศึกษา ทั้งนี้หากพบว่ามีผู้เรียกหาผลประโยชน์ในการรับรับนักเรียน ตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงระดับกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากเกิดขึ้นใน ศธ.จะดำเนินการโดยเด็ดขาดทันที ตั้งแตระดับปลัดกระทรวงไปจนถึงหน้าห้อง ซึ่งขณะนี้ตนได้สั่งการให้เลขาธิการ กพฐ. กันตำแหน่งไว้ที่ส่วนกลางแล้ว ๑๐ ตำแหน่ง สำหรับผู้ที่จะต้องเข้ามาช่วยราชการยังส่วนกลาง หากมีปัญหาเรื่องการรับฝากเด็กเกิดขึ้น โดยตนจะยึดกฎของซุนวู ที่ว่าหากทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งแล้ว แต่ทำไม่ได้ คนออกคำสั่งเองก็ต้องถูกลงโทษด้วย

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า หากพบเห็นว่ามีการเรียกรับเงิน ให้ร้องเรียนมาที่ www.chinnaworn.com  หรือโทร. ๑๕๗๙ หรือเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว โทร. ๐๘๑-๔๘๑ ๙๔๙๔ หรือ ๐๘๙-๕๙๙ ๙๕๕๙ ยืนยันว่านโยบายการรับนักเรียนในปีนี้ จะทำให้เป็นประวัติศาสตร์ได้จดจำว่า เราเปลี่ยนแปลงภาพการรับนักเรียนให้มีความเชื่อมั่นเหมือนกับการสอบเอ็นทรานซ์สมัยก่อน และหวังว่าผู้บริหารทุกท่านจะให้ความร่วมมือช่วยทำการรับนักเรียนปีนี้เป็นไปด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส ไม่มีการฝาก และเรียกรับเงินอย่างเด็ดขาด

ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2011/jan/017.html

 




ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #301 เมื่อ 23 มกราคม 2554 11:05 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

คลอด2มาตรฐานหลักสูตรครูพันธุ์ใหม่ ป.โทสอนรายวิชา-ประจำชั้น

นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ได้เห็นชอบแนวทางการออกแบบมาตรฐานหลักสูตรครูยุคใหม่หลักสูตรปริญญาโท 2 ปี และหลักสูตรครูปริญญาตรีควบโท 6 ปี โดยหลักสูตรปริญญาโท 2 ปี มีปรัชญาของหลักสูตร คือ การพัฒนาสร้างครูประจำวิชา เพื่อสอนระดับ ม.ปลายและอาชีวศึกษา ซึ่งผู้ที่จะเรียนหลักสูตรปริญญาโท 2 ปี ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรม.ปลาย หรือ GPAX และผลการเรียนวิชาเอกไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความสามารถภาษาอังกฤษดี มีคะแนนสอบภาษาอังกฤษที่เทียบกับ TOEFL ไม่น้อยกว่า 500 คะแนน จำนวนหน่วยกิตรวม 36 หน่วยกิต ทำวิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิต โดยในช่วง 1 ปีแรกต้องเรียนรายวิชาชีพครูควบคู่กับการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน รายวิชาชีพครู ควรศึกษาภาคทฤษฎีควบคู่กับภาคปฏิบัติในโรงเรียนในระหว่างเรียนด้วย และฝึกประสบการณ์สอนในสาขาเอกในปีที่ 2 พร้อมทำวิจัยควบคู่ไปด้วย

นายไชยยศ กล่าวต่อไปว่า ส่วนหลักสูตรปริญญาตรีควบโท 6 ปี มีปรัชญาของหลักสูตร คือ การสร้างครูประจำชั้น เพื่อสอนได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยขึ้นไป โดยผู้เรียนจะได้รับการบ่มเพาะความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์ด้านการศึกษาและศาสตร์วิชาเฉพาะตลอดหลักสูตร สำหรับผู้ที่จะเรียนหลักสูตรนี้ต้องสำเร็จการศึกษาระดับ ม.ปลายหรือเทียบเท่า มี GPAX และผลการเรียนในวิชาเอกที่เลือกเรียนไม่ต่ำกว่า 3.00 ผลสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และ ผลสอบความถนัดทางวิชาชีพหรือวิชาการ ( PAT) วิชาวัดแววความเป็นครู PAT ภาษาอังกฤษ และคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี จำนวนหน่วยกิตที่ต้องเรียนคือ 156 หน่วยกิต นอกจากนี้ในช่วง 4 ปีแรกต้องเรียนวิชาวิจัยขั้นพื้นฐานและวิจัยเพื่อพัฒนา การเรียนการสอน ขณะที่รายวิชาชีพครู ควรศึกษาภาคทฤษฎีควบคู่กับภาคปฏิบัติในโรงเรียนในระหว่างเรียนด้วย และฝึกประสบการณ์สอนในสาขาวิชาเอกในปีที่ 5 พร้อมทำวิจัยควบคู่ไปด้วย สำหรับอาจารย์ประจำหลักสูตรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้นหรือสาขาที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่า 5 ปี

“การออกแบบมาตรฐานหลักสูตรครูยุคใหม่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงและสามารถตอบสนองทั้งความต้องการของครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตนักเรียนให้มีคุณภาพต่อไปในอนาคต”รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบให้คณะกรรมการโครงการฯไปสำรวจความพร้อมของสถาบันที่เสนอรายชื่อว่ามีความพร้อมในการผลิตครูในหลักสูตรทั้ง 2 หลักสูตรดังกล่าว ว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมถึงสำรวจความพร้อมของบุคลากรเพื่อจะได้เตรียมการว่าจะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นครูของครูได้อย่างเหมาะสมต่อไป

 

ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 21 มกราคม 2554




ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #302 เมื่อ 23 มกราคม 2554 11:12 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

หนุน-ค้านคืน "ไม้เรียว" ให้ครู
รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุง อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มกราคม กรณีมีการเรียกร้องให้ออกมาตรการใช้ไม้เรียวกับนักเรียนว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจะกลายเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็ก เด็กจะรับไม่ได้ ยิ่งตียิ่งทำให้เด็กยิ่งกระเจิง เด็กจะไม่ยอมรับในตัวครูมากขึ้น เท่ากับทำลายอนาคตเด็กในที่สุด คนเป็นครูต้องใช้เหตุผลและต้องอดทนให้มากกว่าคนปกติ

นางบุปผา มณีพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนวรนารีเฉลิม จ.สงขลา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะนำไม้เรียวกลับมาใช้กับเด็กนักเรียนอีกครั้งหนึ่งเพราะหากเกิดการเฆี่ยนตีขึ้น จะมีการฟ้องร้องต่อศาลตามมา ต้องเสียเวลาหลายเดือนกว่าศาลตัดสิน เสียความรู้สึกและเสียเวลา และที่ร้ายไปกว่านั้นผู้ปกครองที่กอดรัดลูกไว้แน่น เมื่อลูกถูกลงโทษจะโยนความผิดมาให้ครูทั้งหมด เกิดการข่มขู่คุกคามครู ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ด้านนายวินิจ ซุ้นสุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระวิทยา จ.สงขลา กล่าวว่า เห็นด้วยและขอสนับสนุนแนวคิดคืนไม้เรียวให้กับครูยึดสุภาษิตไทยรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี เพราะเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งในโรงเรียนในชนบทไม่กลัวการใช้มาตรการเบาๆ ลงโทษ ที่เกรงกลัวอย่างเดียวคือไม้เรียว ให้ครูตีนักเรียนเช่นเดียวกับการตีลูกจึงต้องมีระเบียบออกมาชัดเจนว่าความผิดเรื่องใดให้เฆี่ยนกี่ครั้ง และไม้เรียวที่ใช้ตีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใด




คำคม
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #303 เมื่อ 23 มกราคม 2554 11:38 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

***จงแสวงหาความเป็นเลิศจากงานที่ทำ***
***อย่าแสวงหาการยอมรับจากบางคน***
***เพราะปากคนไม่มีบรรทัดฐานอะไร***
***ปากเดียวกันด่าก็ได้.......ชมก็ได้***
***แต่ความเป็นเลิศจากผลงานที่รังสรรค์ไว้ให้แก่โลก***
***ไม่มีใครสามารถหักล้างได้****

มนุษย์ส่วนใหญ่ จะมองเห็นความผิดของคนอื่นก่อนเสมอ  ...ความรู้สึก และคำพูดจึงทำให้เกิดทุกข์กับคนรับฟัง  หากเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้สังคมเล็กๆ เป็นสุขได้




เจ้ากรรมนายเวร
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #304 เมื่อ 26 มกราคม 2554 1:43 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3416   สองวันมานี้ เจ้ากรรมนายเวร ได้มาจองล้างจองผลาญเราแล้ว  เราจะตั้งหน้าตั้งตารับมือกับมัน  ทั้งเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเด็กเล็ก เด็กโต และพวกผู้ใหญ่ชนชั้นกรรมาชีพทั้งหลาย ทั้งในและนอกโรงเรียน มันมาเป็นระลอกระลอก.......ฉันจะอยู่ให้รู้กันไปเลยว่า  ....ฉันจะถูกกระทำอย่างไรบ้าง  จะอยู่ชดใช้กรรมให้มันหมดหมดไปในชาติหนี้ 
     เข้ามาเลยพวกมนุษย์ที่เป็นนายเวรข้าพเจ้า  ทั้งมนุษย์ฉลาดและมนุษย์หน้าโง่ทุกคู่ทุกคน  ข้าพเจ้ายินดี ยอมรับเวรกรรม ชะตากรรมที่ข้าพเจ้าได้ก่อไว้กับพวกท่าน ไม่ว่าในอดีตชาติหรือในชาติปัจจุบัน
     ข้าพเจ้าจะรับใช้เวรใช้กรรมให้มันหมดหมด
   เบื่อเต็มทีแล้วมนุษย์โลก ข้าพเจ้าต้องการความสงบสุข

    จะอะไรกันนักกันหนา.....มนุษย์พวกนี้
 
         ข้าพเจ้าจะอดทนอย่างยิ่งยวด และไม่หวั่นไหวในโลกธรรม   โดยเฉพาะคำนินทา   ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมด้วยนะ ขอให้พวกที่นินทาข้าพเจ้าจงมีความสุขเมื่อได้รับผลบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้วจงอภัยให้ข้าพเจ้า และรักษาชื่อเสียงของโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม ให้คงอยู่ต่อไปชั่วฟ้าดิน 

          ศาลพระภูมิ  ศาลเจ้าที่ หลวงพ่อรัตนสิทธิชัยแห่งโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม   พระอินทร์แห่งเทวโลก  ท่านทูตแห่งยมโลก  พระแม่ธรณี เทวารักษ์   ผีสางนางไม้ แห่งมนุษย์โลก  ได้โปรดเป็นพยานในการกระทำความดีของข้าพเจ้าด้วยเถิด  ตลอดจนรับรู้ความรู้สึก ความนึกคิด ความตั้งใจดีของข้าพเจ้าในการบำเพ็ญบารมีในชาติภพนี้ด้วย  หากข้าพเจ้าสิ้นลมร่างกายแตกดับในวันใด ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้พบกับความเสื่อมอีกเลยทั้งในภพหน้าและภพต่อ ๆไป....เวรกรรมชั่วอันใด ขอให้มันมลายหายหมดไปในชาตินี้ ภพนี้ภพสุดท้ายของข้าพเจ้าด้วยเถิด....อย่าให้มันส่งผลไปในชาติหน้าภพหน้าหรือภพภูมิต่อ ๆไป...ขอให้ข้าพเจ้าค้นพบพระนิพพานในอนคตกาลด้วยเทอญ



เจ้ากรรมนายเวร
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #305 เมื่อ 26 มกราคม 2554 2:06 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3416    ขอให้มนุษย์โลกภพนี้ทุกคนจำนวนสามพันสี่ร้อยสิบหกครั้งของมนุษย์ที่เข้ามารับทราบ รับรู้ความคิด ความรู้สึก ในบันทึกของข้าพเจ้าครั้งนี้ จงเป็นพยานและอนุโมทนาในการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้าด้วยเถิด
      1 วัน ของโลกสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีของโลกมนุษย์
อายุขัยสวรรค์เท่ากับ 1 พันปีทิพย์ส่วนอายุขัยมนุษย์แค่ร้อยปีมันช่างสั้นนัก พวกท่านอย่าได้หลงระเริงไปอีกเลย จงรีบบำเพ็ญบุญบารมีให้ได้มากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ตามอัตภาพสังขาร.... เมื่อทำความดีแล้วไม่ต้องไปเสียเวลาพูดให้ใครฟัง ...จงปิดทองหลังพระต่อไป ก้มหน้าตั้งตาทำความดีไม่ต้องสนใจคนพาล ใครทำชั่วก็ช่างมันไป...ความดีทั้งหมดสวรรค์ได้รับรู้แล้ว  นรกได้รับรู้แล้ว   แม้จะไม่มีมนุษย์คนใดในโลกรับรู้เลยสักคนเดียวก็ตาม  หิริ และโอตตับปะ ความละอายชั่วและ ความเกรงกลัวต่อบาปทั้งปวง   ท่านต้องมีในใจไปชั่วอายุขัยของท่าน  ตัวท่านเองเท่านั้นที่จะรู้ถึงความดีของท่าน  อย่าได้หลอกตัวเอง โกหกตัวเอง จงซื่อสัตย์ต่อจิตใจของท่าน  ท่านอย่าได้กังวลไปเลย  ความดีที่ท่านทำมาทั้งชีวิตไม่สูญเปล่าแน่.....



ความสุข
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #306 เมื่อ 26 มกราคม 2554 18:48 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
ความสุขของเรา ไม่ได้อยู่ที่ว่า  มีเงินเดือนเยอะ  มีรถขับ มีบ้านเป็นของตัวเอง หรือมีเพื่อนเยอะ   แต่ความสุขของเรา คือ การได้ชี้ทางสว่างให้กับคน  การทำให้คนหลุดพ้นจากอบายภูมิ



ทัศนศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #307 เมื่อ 26 มกราคม 2554 18:58 [27.130.57.155] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3427  วันนี้ม. 4 -5 -6 ไปทัศนศึกษาสมุทรสงคราม ฯลฯ
บางวิชาไม่มีครูสอน  นักเรียนเล่นวอลเลย์บอล   นักเรียนเสียงดังในห้อง   ไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลเลยที่ให้นักเรียนต้องไปทัศนศึกษาหาความรู้ใส่ตัว นอกโรงเรียน   มันวุ่นวาย  กังวลความปลอดภัย  มันสนุกตรงไหน....มีแต่เรื่องเสี่ยงตาย....ทำไมเราต้องเชื่อรัฐบาลด้วย...และเราต้องทำตามนโยบายของเขาด้วย  ความสงบอยู่ที่ใจ....เราควรสอนให้เยาวชนพอเพียงเพียงพอไม่ใช่เหรอ...ไม่ต้องไปสนใจสิ่งที่อยู่ไกลตัว  มันจำเป็นด้วยเหรอที่เราต้องไปรู้เรื่องของคนอื่น   มันทุกข์นะ ....แต่นักการศึกษา นักจิตวิทยาบางคนก็คิดเอาเองว่า  มันเป็นการศึกษาที่ดี......
.....น่าเบื่อจังกับความคิดของมนุษย์ที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย....มีแต่เรื่องเสียเงิน....และเสี่ยงตาย.....แล้วจะศึกษาไปเพื่ออะไรอีก....บำรุงกิเลสอย่างนั้นเหรอ.....ข้าพเจ้าผิดหวังที่ครูบางคนไม่ได้อยู่สอนเด็ก ๆในโรงเรียน ต้องควบคุมนักเรียนไปทัศนศึกษาในครั้งนี้...ไม่คุ้มค่าเลย  ....



ติวo-net ม.6
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #308 เมื่อ 29 มกราคม 2554 21:10 [27.130.81.162] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3467  เสาร์วันนี้พาม.6  56 คนไปติว O-net คณิต ที่ม.เทคโนโลยีราชมงคล 8.00-16.00 น. ครูพี่แนนและครูวิดควบคุมดูแลนักเรียน



ทอดผ้าป่า
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #309 เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2554 23:26 [183.89.177.149] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3527  วันนี้ทอดผ้าป่าสามัคคีสมทบทุนสร้างอาคารกิจการนักเรียนเฉลิมพระเกียรติ   ยอด 3 ล้าน หกหมื่นกว่า ๆ
วันนี้เหนื่อยแต่มีความสุขมากมาก



ร่างกายไม่ปกติไอไข้ขึ้น
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #310 เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2554 5:56 [183.89.177.149] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
3564  ข้าพเจ้า ไอและไข้ขึ้น มีสาเหตุมาจาก อากาศที่สกปรกและความเครียดจากความไม่มีวินัยของนักเรียนบางกลุ่มบางคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจและเห็นแก่ตัว.......บัวเหล่าที่ 4  อยู่โคลนตม  เราเหนื่อยที่พยายามขุดมาจากตม.....แต่ก็จะขอสู้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าสู้ไม่ได้ไม่ไหว.....ก็ไม่ต้องเป็นครู....ลาออกซะเลย  ให้คนที่ดีกว่าเรามาเป็นครูแทนเราจะดีกว่า



ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #311 เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2554 19:42 [27.130.177.57] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ชินวรณ์ ตอบกระทู้สดในสภาเรื่อง "เงินวิทยฐานะ"

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ เรื่อง "เงินวิทยฐานะ และการรับนักเรียน" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

  • ตอบกระทู้ถามสดเรื่องเงินวิทยฐานะ

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากผลการวิจัยขององค์การยูเนสโก ได้กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องปฏิรูปครูให้มีขวัญและกำลังใจที่สูงขึ้น ซึ่ง ศธ.และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยในปี ๒๕๕๔ นี้ นายกรัฐมนตรีให้เกียรติเป็นประธานการประกาศให้เป็นปีคุณภาพครู

เพราะฉะนั้นในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ศธ.พยายามขับเคลื่อนการพัฒนาครูให้มีขวัญและกำลังใจทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตครู การใช้ครู การคืนครูกลับสู่ห้องเรียน การให้ขวัญและกำลังใจครู การเข้าไปช่วยเหลือดูแลสวัสดิการ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู รวมถึงการเลื่อนวิทยฐานะครู จำนวนครูเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้ไม่ต่ำกว่า ๒๔๐,๐๐๐ คน เป็นครูที่มีวิทยฐานะในชั้นที่เรียกว่า ชำนาญการ ซึ่งต้องจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะให้เป็นชำนาญการพิเศษ ครูกลุ่มนี้อยู่ในวัยทำงานและเป็นกำลังสำคัญในการจัดการเรียนการสอนทั่วประเทศ

ข้าราชการครูมีโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการหรือในวิชาชีพ ๒ ด้าน ดังนี้

๑) ดำเนินการดูแลตามโครงสร้างเงินเดือนเหมือนข้าราชการทั่วไป  ซึ่งตนเห็นใจในโครงสร้างเงินเดือนของครู เพราะยังไม่ได้ปรับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ จึงได้ดำเนินการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา และหลังจากตอบกระทู้ถามสดเสร็จแล้วที่ประชุมในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมกันพิจารณาพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินวิทยฐานะ เพื่อให้ครูได้เพิ่มเงินเดือน ๘% ปรับขั้นเพดานเงินเดือนให้เท่ากับข้าราชการอื่น ซึ่งตั้งใจว่าจะเสนอเข้าสู่วุฒิสภาให้ทันภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ นี้ เพื่อให้ข้าราชการครูได้ปรับเงินเดือนตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ข้าราชการทุกประเภทได้ปรับเงินเดือนตามค่าครองชีพที่สูงขึ้นอีกร้อยละ ๕

๒) ได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นเงินจากผลงานวิชาการที่เรียกว่าเงินวิทยฐานะ  กรณีการเลื่อนวิทยฐานะของครูนั้น ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ได้พยายามขับเคลื่อนวิทยฐานะของครูให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับข้าราชการครู นอกจากการเลื่อนตามโครงสร้างเงินเดือนแล้วครูสามารถได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นเงิน ทางผลงานวิชาการที่เรียกว่า เงินวิทยฐานะ ซึ่งมีระดับต่างกันคือ ครูชำนาญการ ๓,๕๐๐ บาท ครูชำนาญการพิเศษ ๕,๖๐๐ บาท ครูเชี่ยวชาญ ๙,๐๐๐ บาท ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ๑๓,๐๐๐ บาท เป็นรายได้ของครูในสังกัด ศธ. ได้รับผลประโยชน์นี้เท่ากัน หากในระดับมหาวิทยาลัยจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพราะฉะนั้นการทำผลงานวิชาการในช่วงที่ผ่านมาเป็นความพยายามของเพื่อนครู เป็นแรงจูงใจให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะอาชีพครูต้องเสียสละ ทุ่มเทกำลังการ กำลังทรัพย์ และกำลังปัญญา มีช่องทางเดียวคือการทำผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น

หลักเกณฑ์ในการเลื่อนวิทยฐานะโดยใช้หลัก Academic Rank Classification : ARC คือ ระบบผลงานทางวิชาการ จำต้องมีการดำเนินการประเมินทั้งในส่วนของคุณลักษณะส่วนตัว ด้านคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงผลงานที่ปฏิบัติอยู่จริง และผลงานวิชาการที่ต้องเขียนเป็นเอกสาร เพื่อให้คณะกรรมการการอ่านได้ประเมินว่าบุคคลนั้นสมควรที่จะได้รับวิทยฐานะใด บุคคลที่ได้รับการประเมินการอ่านนั้นต้องมีคุณลักษณะอย่างน้อยมีผลงานทางวิชาการที่ได้รับวิทยฐานะสูงกว่าผู้ประเมิน ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ผู้ที่สำเร็จปริญญาโท หรือผู้ที่ได้รับวิทยฐานะที่สูงกว่า การประเมินผลงานจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลในการทำผลงานทางวิชาการ

ศธ.ได้ดำเนินการแต่งตั้งให้มีคณะกรรมการการอ่านเพิ่มขึ้นเพื่อให้ดูแลครูกลุ่มเหล่านี้มากยิ่งขึ้น จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการให้คณะกรรมการอ่านมีมากขึ้น นอกจากนี้ยังให้มีการประเมินวิทยฐานะครูทุกระดับ ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา น่าภูมิใจที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะของครู บรรจุ ปรับปรุงและอนุมัติตำแหน่งมากเป็นพิเศษในรอบ ๑๐ ปี ได้แก่ การบรรจุครูผู้ช่วย ๑๒,๐๖๓ ราย ปรับครูผู้ช่วยเป็นครูรับเงินเดือน (ค.ศ.๑) ๒,๑๐๔ ราย เลื่อนครูเป็นวิทยฐานะชำนาญการ (ค.ศ.๒) ๑๒,๕๖๒ ราย เลื่อนครูเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ (ค.ศ.๓) ๒,๐๒๕ ราย เลื่อนครูเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ค.ศ.๔) ๑๔๘ ราย เลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ (ค.ศ.๕) ๒ ราย และยังได้มีการปรับอัตราสำหรับให้อนุมัติเงินเดือนเต็มขั้นตามกฎ ก.ค.ศ. ใหม่ที่ขออนุมัติ ครม. ให้เลื่อนวิทยฐานะ ค.ศ.๔ เต็มขั้น ๑,๖๘๓ ราย และเลื่อน ค.ศ.๔ เป็น ค.ศ.๕ เต็มขั้น ๒๕๒ ราย รวมทั้งหมดครูที่ได้รับเลื่อนวิทยฐานะเพิ่มขึ้น ๑๖,๖๗๒ ราย

กรณีครู ค.ศ.๒ ทำวิทยฐานะเป็น ค.ศ.๓ ประมาณกว่า ๑๐,๐๐๐ ราย ที่ทำผลงานและช่วงที่ผ่านมามีการจัดอบรม e-Training เพื่อให้ครูมีโอกาสปรับปรุงผลงาน ขณะนี้ ศธ.ได้เร่งรัดการดูผลงานแต่ละราย ถ้าผลงานที่เข้าหลักเกณฑ์ก็จะดูแลเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เพื่อนครู ได้ดำเนินการแล้วในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ทราบว่าการทำผลงานวิชาการสำหรับครูที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ครูในโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำผลงานด้วยความยากลำบาก เพราะครูไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำงานวิจัย การวัดที่ผลงานวิชาการบางครั้งอาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในบางครั้งการเลื่อนวิทยฐานะ ค.ศ.๓ เทียบเท่ากับผู้ช่วยศาสตราจารย์จำเป็นที่จะต้องกำหนดระบบขึ้นมา

จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ. ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษและครูเชี่ยวชาญ ศึกษามาโดยละเอียดเพราะ ก.ค.ศ. มีทั้งฝ่าย ก.พ., ก.พ.ร. และผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยมาร่วมด้วย โดยได้ผลักดันให้หลักเกณฑ์นี้ผ่าน ก.ค.ศ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หน้าคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ก.ค.ศ. และประกาศคู่มือในการดำเนินการใช้ เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ครูสามารถเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและครูเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ คือ ผลงานที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องดูผลงานทางวิชาการ หากมีผลงานที่ชัดเจน ได้รับรางวัล ผลงานการสอนของนักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สูง มีผลงานดีเด่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ หมายถึง ผลงานที่แสดงถึงความสามารถของครู ได้รับผลงานระดับชาติขึ้นไป มีผลงานดีเด่นที่ต้นสังกัดพิจารณาแล้วว่าเป็นผลงานที่เทียบเคียงกับรางวัลในระดับสูงจะได้รับการดูแล วิธีการคือให้ราชการต้นสังกัดเป็นผู้เสนอรายชื่อเข้ามา หลังจากนั้นให้ต้นสังกัดประเมินด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม ผลการปฏิบัติงาน จากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการประเมิน หากเข้าหลักเกณฑ์ไม่ต้องเขียนผลงาน เพียงเขียนอธิบายสั้นๆ ว่า ทำงานอะไร ทำอย่างไร มีผลสัมฤทธิ์ต่อนักเรียนอย่างไร

จึงได้ตั้งคณะกรรมการการอ่านและให้ ก.ค.ศ. เข้าไปดูแล สำหรับผลงานที่ส่งมารอการตรวจสอบ แต่ก็ให้โอกาสสำหรับครูที่ทำผลงานทางวิชาการเหล่านี้มีโอกาสเลือกลู่ที่จะเข้าสู่การเลื่อนวิทยฐานะเพิ่มมากขึ้น เพื่อนครูที่ผ่านการอบรมและทำผลงานมาแล้ว มีความเชื่อมั่นว่าผลงานที่ทำเข้าเกณฑ์ที่จะเลื่อนเข้าสู่ชำนาญการพิเศษได้ สามารถทำผลงานทางวิชาการต่อเนื่อง การจัดทำผลงานทางวิชาการนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องของโครงสร้าง ซึ่งคณะกรรมการต้องไปดำเนินการอย่างอิสระ ศธ. จะดูแลกลุ่มเพื่อนครูเหล่านี้ต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ได้ประกาศเป็นปีคุณภาพครู นายกรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นนโยบายปฏิรูปประเทศไทย  โดยให้สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ประเมินครูร่วมกันประชาคมท้องถิ่น ผู้ปกครอง ในการคัดเลือกครูสอนดี ๗,๐๐๐ คน ให้รางวัลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ศธ. จะเร่งขับเคลื่อนพระราชบัญญัติเงินเดือน ท่านประธานสภาได้บรรจุในวาระและส่งมอบต่อวุฒิสภา คาดว่าถ้าเสร็จทันในเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ จะดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องในเดือนเมษายน ๒๕๕๔

ในปีที่ผ่านมา รมว.ศธ. ดำเนินการแก้กฎ ก.ค.ศ. เพื่อให้ครูได้รับเงินเดือนขั้นสูงและอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสูงกว่าขั้นต่ำ ต่อจากนี้ครูจะมีวิชาชีพที่เทียบเท่าวิชาชีพแพทย์และวิชาชีพตุลาการเป็นครั้งแรก และได้ร่วมใจเพื่อนครูเป็นครั้งแรกในรอบ ๕๔ ปี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน และในโอกาสมหามงคลได้ขอความเห็นชอบจาก ครม. จัดตั้งกองทุนครูของแผ่นดิน เดิมตั้งเป้าไว้ ๘๔ ล้านบาท ขณะนี้เพื่อนครูได้ร่วมใจกับประชาชนบริจาคเงินจัดตั้ง กองทุนครูของแผ่นดิน ๑๒๐ ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒) เพื่อยกย่องวิชาชีพครูให้เป็นที่ปรากฏ ครูจะได้รับรางวัลครูของแผ่นดิน ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศจูงใจในวิชาชีพครู ๓) ส่งเสริมให้ครูได้วิจัย อบรม และศึกษาต่อเพื่อความเป็นเลิศ ๔) ดูแลครูในพื้นที่ทุรกันดาร ครูชายแดน และครูในพื้นที่เสี่ยงภัย ต่อจากนี้ครูจะได้รับการพัฒนาทั้งระบบมีโครงการสนับสนุนครูให้มีโอกาสสอนดี สอนเต็มศักยภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะในขณะนี้ ศธ.สนใจที่จะให้ขวัญและกำลังใจเพื่อนครู ทั้งการมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง การโยกย้ายอย่างเป็นธรรม การสอนโดยมีเครื่องมือช่วยสอน มีสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนครูอย่างเต็มที่ต่อไป นอกจากนี้ยังจัดระบบโรงเรียน คือ โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนดีประจำอำเภอ โรงเรียนไปสู่มาตรฐานสากล และโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อรองรับความเป็นเลิศของนักเรียนและรองรับการพัฒนานำไปสู่การสร้างพลเมืองยุคใหม่ต่อไป อาชีพครู เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคน ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด  นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้แล้ว ต้องให้คนมีคุณธรรม และจริยธรรม มีความเป็นพลเมืองดี เพราะฉะนั้นเรื่องขวัญและกำลังใจครูจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับคำถามในมาตรา ๖ นั้น พิจารณา ๒ กรณี ดังนี้

๑) กรณีที่กำหนดในวรรค ๒ การปรับเงินเดือนและเงินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. ตามพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา ๔๗ การไปกำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งใดได้รับเงินเดือนขั้นใด เท่าไร ต้องออกเป็นกฎ ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นกระบวนการยาว ขณะนี้ได้ร่างกฎหมายฉบับนี้เรื่องการปรับโครงสร้างเงินเดือนให้เป็นไปตามอัตราเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูง จึงให้ ก.ค.ศ. สามารถกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้เลย ขณะนี้ได้จัดเตรียมคู่มือหลักเกณฑ์และวิธีการ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่านแล้วจะสามารถประกาศใช้ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบทันที

๒) กรณีวรรค ๓ มีอัตราตำแหน่งชั่วคราวตามบัญชีแนบท้ายอยู่หรือไม่ ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อร่างพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มีบัญชีเงินเดือนแนบท้าย การปรับโครงสร้างเงินเดือนขึ้นมาจะต้องทำร่างเป็นพระราชบัญญัติอย่างฉบับนี้ ประเด็นคือข้าราชการอื่นได้ปรับเงินเดือนไปแล้ว ๒ ครั้ง แต่โครงสร้างเงินเดือนของครูยังคงเท่าเดิม ทำให้ครูผู้ช่วยหรือครูที่บรรจุในโครงสร้างเรียน ๔ ปี จำนวน ๑๒,๙๓๐ คน ที่มีอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ ซึ่งต่ำกว่าขั้นต่ำ จึงจำเป็นต้องกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำชั่วคราว เพื่อรองรับการจัดทำคู่มือให้ครูแต่ละแท่งไม่เสียผลประโยชน์ในการได้รับเงินเดือน ส่วนแท่งใดจะได้รับเงินเดือนอย่างไรก็ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตาม ก.ค.ศ กำหนด เรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการได้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยและเข้าใจตรงกัน การแก้ไขในมาตรา ๕ เพื่อรองรับถ้ามีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการไม่เกินร้อยละ ๑๐ ตามพระราชบัญญัติเงินเดือนแห่งชาติที่กำหนดให้ขึ้นเงินเดือนของข้าราชการอื่นไม่เกินร้อยละ ๑๐ นั้น ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จะได้ปรับขึ้นเงินเดือนด้วย ไม่ต้องแก้ไขกฎหมายอีกครั้ง เพื่อสอดรับการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการทั้งระบบต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพสายผู้สอนหรืออาชีพครู ควรมีอัตราเงินเดือนที่สูงกว่าวิชาชีพอื่น ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้คนเก่งคนดีมาเป็นครู โดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับว่าคนที่เป็นครูด้วยจิตวิญญาณนั้นจะไม่มีช่องทางที่ไปหารายได้พิเศษอื่นๆ ขณะนี้ ศธ.ได้แก้ไขกฎ ก.ค.ศ. เพื่อให้ครูมีโครงสร้างเงินเดือนสูงเท่ากับวิชาชีพแพทย์และตุลาการเป็นครั้งแรก และในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัตินี้ก็ได้กำหนดอยู่ในบัญชีแนบท้ายแล้ว ส่วนบัญชีขั้นสูงข้าราชการครูจะได้รับเงินเดือนขั้นสูงถึง ๖๖,๔๘๐ บาท

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาจะได้ช่วยกันสนับสนุนให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่าน จะได้ดำเนินการไปตามที่เพื่อนสมาชิกในสภาได้อภิปรายว่า มีผลบังคับใช้ก่อนเดือนเมษายน ๒๕๕๔ ในการปรับขึ้นเงินเดือน หลังจากนี้รัฐบาลได้นโยบายที่ชัดเจนและออกพระราชกฤษฎีการองรับไว้แล้วที่จะปรับเงินเดือนตามดัชนีค่าครองชีพอีกร้อยละ ๕ ให้ข้าราชการทุกประเภทอีกครั้ง

ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2011/feb/073.html

 




ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #312 เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2554 20:10 [27.130.177.57] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

เมื่อครูขาดแคลน ..ครูขาดคุณภาพ.. คุณภาพเด็กจะเป็นอย่างไร?
ความสำคัญของครูกับการพัฒนาบุคลากรของชาตินั้น นับว่ามีความสำคัญยิ่ง ด้วยคุณภาพชีวิตเด็กคงไม่ใช่อยู่แค่ความรู้เท่าทันวิทยาการอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการพัฒนาการทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม เป็น “คนดี คนเก่ง มีความสุข” เมื่อดูจากภารกิจของการศึกษาที่เป็นเครื่องมือพัฒนามนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ มีศักยภาพความพร้อมแตกต่างกันทั้งบริบทส่วนตัวและปัจจัยรอบข้างแล้ว การจะพัฒนาไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างเต็มตามศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย จึงคิดว่าไม่น่าจะมีเครื่องมือ สื่อ หรืออุปกรณ์ใดที่จะมีประสิทธิภาพเกินครูไปได้

แม้ทุกฝ่ายจะเข้าใจหรือรับรู้ถึงความสำคัญของครูกับการพัฒนาเด็กอย่างดียิ่งแล้วก็ตาม แต่ปัญหาการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครูก็ยังมีให้เห็นอยู่มากมาย ซึ่งปัญหาหลัก ๆ ที่เห็นอยู่ก็คงหนีไม่พ้น ปัญหาครูขาดแคลน และ ปัญหาครูขาดคุณภาพ นั่นเอง

สำหรับปัญหาครูขาดแคลนนั้น พูดกันเมื่อไรก็จะเจอปัญหาทุกครั้ง เพราะเป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน แต่ไร้การแก้ไขอย่างจริงจัง จนกลายเป็นดินพอกหางหมูใหญ่ขึ้นทุกขณะ แม้ขณะนี้โลกจะพัฒนาเข้าสู่ทศวรรษที่ 21 เป็นโลกยุคไร้พรมแดน เกิดความก้าวหน้าสารพัดด้าน แต่คุณภาพชีวิตเด็กไทยส่วนใหญ่ก็ยังต้วมเตี้ยมไปได้ไม่ถึงไหน ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานยังขาดความพร้อมอยู่โดยเฉพาะความพร้อมของจำนวนครูที่จะมาสอนเด็กนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากข่าวที่ เลขาธิการ กพฐ. ได้ออกมาบอกว่า ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ยังขาดแคลนครูสาขาต่าง ๆ กว่า 60,000 อัตรา ฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาบุคลากรของชาติให้เข้าสู่พลเมืองโลก แต่ยังขาดแคลนครูที่จะดำเนินงานอยู่มากมายขนาดนั้น

เมื่อโรงเรียนขาดครูผู้สอน ย่อมส่งผล กระทบต่อคุณภาพเด็กและการดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 13,000 แห่ง ที่ยังขาดแคลนครูอย่างหนักซึ่งความขาดแคลนที่ว่านี้คงไม่ใช่แค่ไม่มีครูพอสอนตามครบทุกสาขาวิชาเอก เท่านั้น แค่ขอให้มีครูสอนครบทุกชั้นก็ถือว่าเป็นบุญโขแล้ว ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ด้วยจำนวนนักเรียนมีแต่จะเพิ่มขึ้นขณะที่จำนวนครูมีแต่จะลดลง ทำให้ครูมีไม่เพียงพอกับการสอนทุกวิชาเอก ซึ่งหากรวมปัญหาขาดแคลนครูในหลายลักษณะที่ว่านี้แล้ว เมื่อสำรวจเป็นรายโรงเรียน น่าจะขาดครูเป็นหลักแสนราย ด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าตอนนี้โรงเรียนขนาดใหญ่ที่พอมีกำลังด้านงบประมาณก็จะจัดหาครูอัตราจ้างเข้ามาแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กแล้ว คงไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขด้วยวิธีดังกล่าวได้ นอกจากจะรอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือได้สถานเดียว

จริงแล้วที่มาของปัญหาครูขาดแคลนก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากนัก ส่วนใหญ่ก็มาจากครูโรงเรียนขนาดเล็กขอย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งการย้ายที่ว่านี้ก็มีทั้ง การขอไปช่วยราชการก่อน และการโยกย้ายปกติประจำปี ที่ในอดีตการขอย้ายจะไม่ยุ่งยากเช่นปัจจุบัน แค่มีเวลาปฏิบัติงานในพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ คือ ย้ายภายในอำเภอเดียวกันใช้เวลาแค่ปีเดียว ระหว่างจังหวัดใช้เวลาแค่ 2 ปี ก็มีสิทธิยื่นเรื่องขอย้ายได้ และที่สำคัญหากมีเส้นสายด้วยแล้ว แค่พ้นทดลองราชการ 6 เดือน ก็สามารถขอไปช่วยราชการต่างโรงเรียนได้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมครูจึงไปกองรวมกันที่โรงเรียนในเมือง และโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่กันดารห่างไกลขาดแคลนครู พอมาถึงปัจจุบัน การขอไปช่วยราชการหรือการโยกย้ายอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ต้องมาเจอกับโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเข้าให้อีก ทำให้แค่ช่วง 3-4 ปี ของการดำเนินการ มีครูหายออกจากระบบเกือบแสนราย ยิ่งการดำเนินการช่วงแรกไม่มีการคืนอัตราให้ ก็เหมือนไปซ้ำเติมความขาดแคลนครูของโรงเรียนขนาดเล็กเข้าไปอีก หรือแม้แต่โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองก็พลอยเดือดร้อนไปด้วยเช่นกัน

เมื่อโรงเรียนมีครูไม่พอสอน และโรงเรียนต้องมาเจอสารพัดงาน ที่ต้นสังกัดหรือหน่วยงานนอกสังกัดส่งมาให้ดำเนินการ แถมมีกิจกรรม โครงการ ที่ดึงครูออกจากโรงเรียน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว การพัฒนาเด็กก็เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ครูที่พอมีอยู่หรือเหลืออยู่ ก็จะแก้ปัญหาโดยจัดสอนเฉพาะกลุ่มวิชาหลัก ๆ เพื่อให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น หรือไม่ก็แก้ปัญหาด้วยการรวมชั้นเรียนสำหรับนักเรียนระดับใกล้เคียง อะไรทำนองนั้น เมื่อสภาพการณ์เป็นไปเช่นนี้ความหวังที่จะเห็นเด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพทุกด้านนั้นจึงเป็นไปได้แค่นโยบายที่อยู่ในตัวหนังสือเท่านั้น

ส่วนการแก้ปัญหาครูขาดแคลนที่ดำเนินกันอยู่ในปัจจุบัน ด้วยวิธีการจัดหาครูอัตราจ้างรายเดือนเข้าไปทดแทนบางส่วนนั้น ก็คงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริง ๆ เพราะเป็นการไปช่วยสอนแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งตามงบประมาณที่ได้รับมา ส่วนนี้หากมองถึงความต่อเนื่องในการพัฒนาเด็ก อาจเกิดปัญหาตามมาได้ เช่น ครูอัตราจ้างที่ต้องไปสอนเด็กชาวไทยภูเขา ซึ่งส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาตามบรรพบุรุษ พูดภาษาไทยไม่ได้ ครูอัตราจ้างเข้าไปในพื้นที่ใหม่ในเวลา 3-4 เดือน เชื่อได้เลยว่าจะไม่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นของชาวไทยภูเขาได้เช่นกัน ทำให้การสื่อสารกับการสอนเด็กเป็นไปด้วยความยากลำบากเป็นแน่ แต่พอครูเริ่มรู้และพูดภาษาท้องถิ่นสื่อสารกับเด็กได้บ้าง ก็หมดงบประมาณการจ้าง ต้องรองบประมาณใหม่และจ้างครูอัตราจ้างคนใหม่ไปแทน ปัญหาเดิมก็จะวนกลับมาให้เห็นเช่นนี้อีก จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเด็กที่เรียนอยู่ชั้น ป.3 เป็นต้นไปจำนวนไม่น้อยที่ยังอ่านไม่ได้ หรือไม่คล่องอยู่ สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากปัจจัยที่ว่ามาแล้วนั่นเอง

ส่วนปัญหาคุณภาพครู ในยุคปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นปัญหาแทรกซ้อนเข้ามาส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กได้ไม่น้อยเช่นกัน ด้วยครูเก่าที่ว่ามาจากผู้เรียนเก่ง มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นครูตั้งแต่แรกเริ่มและมีประสบการณ์จัดการเรียนรู้ เริ่มหมดวาระการดำรงอยู่ในอาชีพราชการด้วยการเกษียณอายุราชการทั้งภาคปกติและเออร์ลี่รีไทร์ ปีละเป็นหมื่นคน ส่วนที่เหลือก็มีจำนวนไม่น้อยที่เริ่มอ่อนล้ากับจำนวนงานที่มีเพิ่มมาให้ทำมากกว่างานสอน หรือครูบางคนก็ก้าวได้ไม่ทันกับวิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงยังคงใช้ประสบการณ์สอนแบบเดิม ๆ อยู่ ส่วนครูที่บรรจุใหม่ จำนวนไม่น้อยมาจากกลุ่มที่ไม่ได้สนใจวิชาชีพครูมาแต่แรก แต่ด้วยไม่สามารถหาที่เรียนตามความสนใจได้ที่สุดก็มาลงที่ครู จึงขาดอุดมการณ์และมีเจตคติเกี่ยวกับวิชาชีพครูในทางบวกไม่มากนัก ยิ่งหากไม่สนใจกับการพัฒนาตนเองในสาขาวิชาชีพนี้ด้วยแล้ว การจัดการเรียนรู้ก็จะกลายเป็นการสอนตามตำรา หรือสอนเนื้อหาในหนังสือไปในที่สุด

เมื่อการจัดการศึกษาของชาติ แค่จะหาผู้ที่จะเป็นผู้นำพาพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ยังมีปัญหาอยู่มากมายตั้งแต่แรกเริ่มเสียแล้ว ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ สำหรับโรงเรียนขนาดใหญ่ ในเมืองก็คงพอทำเนา เพราะแม้จะขาดแคลนครูอยู่บ้างก็คงพอมีรายได้ของโรงเรียนมาจัดจ้างครูได้เอง หรือปัญหาคุณภาพครูก็ยังพอหาทางพัฒนาเพิ่มเติมกันได้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งเป็นสถานที่เรียนรู้ของลูกหลานผู้คนระดับรากหญ้าแล้วคงยากแก่การแก้ไขด้วยตนเอง ทั้งปัญหาขาดแคลนครูและครูขาดคุณภาพ ด้วยไม่มีปัจจัยเพียงพอนั่นเอง ทำให้ปัญหาจึงยังคงอยู่กับโรงเรียน โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนครู ที่บางโรงเรียนมีครูคนเดียวต้องสอนครบทุกชั้นทุกวิชา หรือครู 1 คน ต้องสอนหลายชั้น หรือหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทำให้โอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้หรือได้รับการพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างเต็มศักยภาพเป็นไปได้น้อย จึงไม่ไปต้องสงสัยเลยว่าทำไม ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาโดย สมศ.ในรอบแรกจึงออกมาว่ามีโรงเรียนที่ยังอยู่ในอาการโคม่ามีมากกว่า 15,000 แห่ง ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะสามารถพัฒนาจนผ่านการประเมินได้บ้างแต่ก็คงไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนเหล่านั้นสามารถพัฒนาเด็กจนเกิดคุณภาพตามมาตรฐานกลาง ที่กำหนดไว้ แต่น่าจะเป็นการผ่านตามบริบทกับปัญหาที่ประสบอยู่มากกว่า

ส่วนนี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานรวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ไม่ใช่คิดแต่จะเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ด้วยเด็กส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องอาศัยเรียนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก หากโรงเรียนขาดแคลนครูผู้สอนเด็กเหล่านั้นจะเดินตามทันได้อย่างไร ยิ่งเป้าหมายการเดินแบบก้าวกระโดด มุ่งสู่สากล แต่เด็กส่วนใหญ่ขาดพื้นฐานแม้แต่การเดินแล้วจะก้าวกระโดดทันเด็กในเมืองได้อย่างไร หากคิดพัฒนาไปข้างหน้าจนลืมมองข้างหลังการเกิดช่องว่างในคุณภาพชีวิตเด็กในเมืองกับเด็กชนบทก็ยิ่งจะกลายไปเป็นปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้ห่างกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เข้าไปอีก ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาครูขาดแคลนที่ว่านี้ ทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “ครูยังเป็นปัจจัยหลักและมีความสำคัญยิ่งกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กอยู่” และที่สำคัญต้องเข้าใจถึงบริบทการปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ไม่ใช่มองไปคนละทิศละทางอย่างที่เป็นมา ตัวอย่างเช่น เรื่องของจำนวนครู ซึ่งทาง กพร. ก็ยังมองแต่ในภาพรวม จึงเห็นว่าครูในปัจจุบันมีจำนวนเพียงพอ ทั้งนี้ก็ด้วยไปยึดอยู่กับเกณฑ์ เอ ดี บี ที่ใช้อัตราส่วนครูต่อเด็ก 1 : 25 คน ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้จะไม่สามารถใช้ได้กับโรงเรียนในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะหากคิดตามสูตรดังกล่าวนี้แล้ว เกิดโรงเรียนนั้นมีเด็กแค่ 50 คน มีครู 2 คน จะถือว่าครูพอดีเกณฑ์ แต่ในทางปฏิบัติจริงโรงเรียนนั้นต้องเปิดสอน 6 ชั้นและทุกชั้นจะต้องสอนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ กับอีก 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นี่ขนาดยังไม่รวมถึงงานอื่น ๆ ที่ส่งมาให้ทำ หรือ ถูกสั่งให้ออกไปอบรม สัมมนา ร่วมกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วครู 2 คนจะปฏิบัติงานอย่างไร เพราะบางโรงเรียนทุกวันนี้จะหาครูเหลือเฝ้าเด็กก็แทบจะไม่มี หรือกรณีที่ว่าครูส่วนใหญ่ไปกองรวมกันอยู่ในเมืองจนเกินเกณฑ์ก็จริง แต่การที่จะเกลี่ยครูที่ตำแหน่งและอัตราเงินเดือนอยู่โรงเรียนในเมืองไปแล้วให้ไปอยู่โรงเรียนกันดารห่างไกล ถามว่าจะทำได้อย่างไร หรือใครจะกล้าทำ เพราะครูไม่ใช่เม็ดดิน เม็ดทราย ที่อยากจะกวาดไปอยู่ตรงไหนก็ได้เสียเมื่อไร หรือหากกล้าทำก็คงถูกฟ้องร้องกันไม่เว้นแต่ละวันเป็นแน่

เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะมัวให้โรงเรียนขาดแคลนครูต้องรอให้ครูจากโรงเรียนที่มีครูเกินเกณฑ์เกษียณอายุราชการแล้วค่อยตัดตำแหน่งไปให้นั้นคงไม่ทันเวลา เพราะเด็กที่ต้องผ่านระบบการศึกษาไปเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นแต่ละปีมีอยู่หลายล้านคน การที่ปล่อยให้พื้นฐานการเรียนรู้หรือพื้นฐานคุณภาพชีวิตถูกพัฒนาเป็นไปตามยถากรรมเช่นนี้ อนาคตของบุคลากรของชาติและประเทศชาติ จะเป็นเช่นไร

ดังนั้นการแก้ปัญหาครูขาดแคลนจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องถือว่าเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้น ๆ ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่ามัววิตกเกินเหตุว่าหากเพิ่มจำนวนครูแล้ว งบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับมาจะหมดไปกับเงินเดือนของครูจนไม่เหลืองบลงทุน เพราะงานจัดการศึกษาหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กนั้นครูคือผู้ดำเนินการทุกส่วนถึงตัวเด็กโดยตรง ไม่เหมือนกับข้าราชการประเภทอื่น ๆ ที่ภารกิจอาจแตกต่างไป ดังนั้นงบประมาณที่นำมาจัดหาครูและพัฒนาครูนั่นแหละคือ การลงทุนเพื่อการศึกษาที่ตรงจุดที่สุดแล้ว จะบอกให้.

บทความโดย กลิ่น สระทองเนียม
ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554



ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #313 เมื่อ 5 มีนาคม 2554 13:06 [183.89.252.134] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่เริ่มใช้ 1 ต.ค. 52  

ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 22 ฉบับที่ 11435
 


    เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุม ก.ค.ศ.ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาร่างหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ ซึ่งปรับมาจาก ว 25/2548 และ ว 2/2551 และได้นำไปประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว โดยที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบกรอบการประเมินวิทยฐานะตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.เสนอทุกอย่าง และให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปจัดทำคู่มือผู้ขอรับการประเมิน คู่มือกรรมการประเมินตลอดจนเครื่องมือในการประเมินวิทยฐานะ เช่น แบบฟอร์มการประเมินต่างๆ เป็นต้น ให้เสร็จก่อนที่นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 หรือปีงบประมาณ 2553 ระหว่างนี้ให้สำนักงาน ก.ค.ศ.รายงานความก้าวหน้าต่อคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ทุกเดือน ส่วนผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ รวมถึงที่ยื่นความจำนงขอรับการประเมินวิทยฐานะใหม่เข้ามาแล้ว 2 รุ่น ตามหลักเกณฑ์ ว 25/2548 ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 40,000 คนนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ.จะประเมินตามเกณฑ์เดิมต่อไป
    นายประเสริฐกล่าวว่า กรอบประเมินวิทยฐานะมีดังนี้
คุณสมบัติ ของผู้ขอรับการประเมิน กำหนดให้ต้องมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งวิทยฐานะตามมาตรฐานวิทยฐานะ และต้องมีภาระงานขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าภาระงานตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
ส่วนองค์ประกอบในการประเมินมี 3 ด้าน ได้แก่
    ด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งจะพิจารณาจากประวัติการรับราชการ (ก.พ.7) คำรับรองจากผู้บังคับบัญชา และกรรมการสถานศึกษา และเอกสารการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม
    ด้านที่ 2 ด้านความรู้ ความสามารถ พิจารณาจากเอกสารที่แสดงถึงการพัฒนาตนเอง หลักฐานที่แสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ในการจัดการเรียนการสอน เช่น สื่อการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ แฟ้มสะสมงาน เป็นต้น
    ด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และผลงานทางวิชาการ โดยผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือผลการทดสอบของหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียน รู้ และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงาน
    สำหรับ ผลงานทางวิชาการ จะเป็นลักษณะของรายงานการศึกษาค้นคว้า หรือการวิจัยในชั้นเรียน ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา และนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อไป

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า สำหรับเกณฑ์การตัดสินสำหรับ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ
    ด้านที่ 1 ด้านคุณธรรมฯ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
    ด้านที่ 2 ด้านความรู้ฯ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
    ด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงานฯ ต้องได้คะแนนผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ผลงานทางวิชาการ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 รวมเฉลี่ยสองส่วนต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70

การตั้งคณะกรรมการประเมิน
    วิทยฐานะชำนาญการ ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งกรรมการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษาของผู้ขอรับการประเมิน ผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษา และข้าราชการครูฯ ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าวิทยฐานะชำนาญการ
    ส่วนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ตั้งกรรมการจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบ
ส่วน วิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ตั้งคณะกรรมการจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบ โดยกำหนดให้มีกรรมการ 3 คน ต่อผู้ขอรับการประเมิน 1 คน ประเมินทั้ง 3 ด้าน
    ยื่นคำขอได้ปีละ 1 ครั้ง ถ้ายื่นคำขอแล้วภายใน 1 ปี ยังไม่ทราบผล สามารถยื่นขอใหม่ได้ ขอข้ามวิทยฐานะได้ (จากวิทยฐานะชำนาญการไปเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้) ถ้าผลงานอยู่ในเกณฑ์ที่ปรับปรุงได้ ให้ปรับปรุงได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 6 เดือน ครั้งที่ 2 ไม่เกิน 3 เดือน ส่งให้กรรมการชุดเดิมพิจารณา" นายประเสริฐกล่าว
    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กรณีที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ และมอบให้นายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัด ศธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวิสามัญเฉพาะกิจฯ ไปจัดทำรายละเอียด เพื่อ ประกาศในวันที่ 1 ตุลาคม นั้น สำหรับเกณฑ์การตัดสินมีดังนี้

วิทยฐานะ ชำนาญการ จะประเมินทั้ง 3 ด้าน
    โดยแต่ละด้านต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 โดยในด้านที่ 3 คือการประเมินผลการปฏิบัติงาน จะประเมินเฉพาะผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเท่านั้น ไม่ต้องประเมินผลงานทางวิชาการ,วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ส่วนด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 คะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 โดยเมื่อรวมคะแนน 2 ส่วนนี้ ต้องเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70,
    วิทยฐานะเชี่ยวชาญ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ส่วนด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และคะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 โดยคะแนนสองส่วนนี้จะต้องรวมกันเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75,
    วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ด้านที่ 1 และ 2 ต้องได้คะแนนแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยในด้านที่ 3 ต้องได้คะแนนในส่วนผลการพัฒนาผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 และคะแนนผลงานทางวิชาการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 และต้องได้คะแนนสองส่วนนี้เฉลี่ยรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ร่าง หลักเกณฑ์ดังกล่าวต่างจากเกณฑ์เดิม โดยให้ค่าน้ำหนักผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนถึงร้อยละ 60 ส่วนผลงานทางวิชาการจะให้ค่าน้ำหนักเพียงร้อยละ 40 และต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่เน้นทำวิจัยในห้องเรียนเป็นหลัก

ส่วนเงินวิทยฐานะนั้น ชำนาญการได้รับเดือนละ 3,500 บาท
    ส่วนวิทยฐานะตั้งแต่ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเป็น 2 เท่า จากอัตราเดิม ตาม มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยชำนาญการพิเศษจะได้รับเดือนละ 12,000 บาท เชี่ยวชาญได้รับเดือนละ 19,800 บาท และเชี่ยวชาญพิเศษได้รับเดือนละ 26,000 บาท และหากร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้เงินวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 31,000 บาท" นายจุรินทร์กล่าว




ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #314 เมื่อ 6 มีนาคม 2554 10:37 [27.130.182.119] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ครูยุคใหม่ กำลังเป็นกระแสในสังคมที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์และคำถาม เช่น ครูยุคใหม่ คือครูแบบไหน? ทำไมต้องมีครูยุคใหม่? ครูยุคใหม่สร้างได้อย่างไร? ครูยุคใหม่พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริงหรือ?  คำตอบจากคำถามข้างต้น น่าจะเป็นดังนี้

 

          ครูยุคใหม่ คือครูแบบไหน?

          - ครูยุคใหม่ มีความรู้และความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านการศึกษา
          - ครูยุคใหม่ เป็นนักวิเคราะห์ นักสังเคราะห์ และนักวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
          - ครูยุคใหม่ เป็นครูโดยจิตวิญญาณ มีจิตวิทยาและศิลปะในการสอนและการถ่ายทอดความรู้
          - ครูยุคใหม่ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่
          - ครูยุคใหม่ มีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการเรียนการสอน
          - ครูยุคใหม่ มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์และสังคม
          ครูยุคใหม่ที่มีคุณสมบัติข้างต้น จึงไม่ใช่เฉพาะครูใหม่ ครูพันธุ์ใหม่ เท่านั้น แต่หมายรวมถึงครูทุกคนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นครูเก่าหรือครูใหม่ คือครูยุคใหม่


          ทำไมต้องมีครูยุคใหม่?

          คงต้องยอมรับเรื่องคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยในทั้งระดับโลก และระดับประเทศ ดังข้อมูลต่อไปนี้
          ผลการประเมินของโครงการ Program for International Student Assessment (PISA) ที่ดำเนินการโดย Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ที่ทำการประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี จากประเทศสมาชิกและประเทศที่เข้าร่วมโครงการทุก 3 ปี มีผลการประเมินการรู้เรื่อง(Literacy) ใน 3 ด้าน ในปี 2549 ดังนี้
          - ด้านการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy)ประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ย 417 ประเทศเกาหลีได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 556 คะแนนเฉลี่ย OECD คือ 500
          - ด้านการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematic Literacy) ประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ย 417 ประเทศจีน-ไทเป ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 549 คะแนนเฉลี่ยOECD คือ 500
          - ด้านการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Science Literacy)ประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ย 421 ประเทศฟินแลนด์ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 563 คะแนนเฉลี่ย OECD คือ500 (แหล่งที่มา : โครงการ PISA ของ OECD)
         ผลสัมฤทธิ์การทดสอบระดับชาติ O-NET ปี2552 มีผลการสอบเฉลี่ยร้อยละ ดังนี้
          - ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ภาษาไทย 38.58 ภาษาอังกฤษ 31.75 คณิตศาสตร์ 35.88 วิทยาศาสตร์ 38.67 สังคมศึกษา 33.91
          - ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาษาไทย 35.35 ภาษาอังกฤษ 22.54 คณิตศาสตร์ 26.04 วิทยาศาสตร์ 29.16 สังคมศึกษา 39.70
          - ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาษาไทย 46.47 ภาษาอังกฤษ 23.98 คณิตศาสตร์ 28.55 วิทยาศาสตร์ 31.03 สังคมศึกษา 36.01
          (แหล่งที่มา : สถาบันทดสอบทางการศึกษา(องค์การมหาชน)
          จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยอยู่ในสภาวะที่ไม่น่าพอใจ และ "การประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนเกือบทุกครั้งยังน่าผิดหวัง"(อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 14 พ.ค.2552)
          ส่วนผลการวิจัยของ sir michael barber โดยMckinsey & Company พบว่า ประสบการณ์ของประเทศที่มีผลการประเมินสูงอยู่ในสิบอันดับแรกสรุปได้ถึงปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของระบบโรงเรียน 3 ประการ ดังนี้
          1. การคัดคนที่เหมาะสมเพื่อเป็นครู (Getting the right people to become teachers)
          2. การพัฒนาให้เป็นผู้สอนที่มีประสิทธิภาพ(Developing them into effective instructors)
          3. การประกันระบบการจัดการเรียนการสอนที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียนทุกคน (Ensuring that the system is able to deliver the best possible instruction for every chilld)
          การผลิตครูและพัฒนาครูยุคใหม่ตามนิยามข้างต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
          ครูยุคใหม่สร้างได้อย่างไร?

         - สิ่งที่ต้องคำนึงถึงที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การพัฒนาครูในระบบ ซึ่งเป็นครูประจำการที่มีจำนวนมากประมาณ 700,000 คน อาทิ ครู สพฐ. ประมาณ500,000 คน ครู สอศ. ประมาณ 50,000 คน ครูสช. ประมาณ 100,000 คน ครู อปท. ประมาณ50,000 คน เป็นต้น

            การจะพัฒนาครูในระบบสู่ความเป็นครูยุคใหม่ได้อย่างไร?

           คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและผู้บริหารการศึกษาที่รับผิดชอบต้องดำเนินการ ทราบว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ โดยมองการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบเป็นองค์รวม โดยมีคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นผู้รับผิดชอบ
          - การผลิตครูยุคใหม่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิรูปโดยการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและมีสิ่งจูงใจที่เหมาะสมโครงการครูพันธุ์ใหม่จึงเป็นการผลิตครูเพื่อทดแทนครูที่จะเกษียณอายุราชการของกระทรวงศึกษาธิการประมาณ 200,000 คน ตามมติ ครม. วันที่ 8 ธันวาคม 2552 ครูพันธุ์ใหม่จึงเป็นผลผลิตที่จะสนองตอบความเป็นครูยุคใหม่ในระบบการผลิตครูคุณภาพ
          - ในโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ทดแทนครูเกษียณอายุราชการ รัฐบาลได้เริ่มโครงการทุนครูยุคใหม่ระหว่างปี 2552-2561 โดยมีทุน 2 ประเภท ได้แก่ประเภทที่ 1 มีทุนการศึกษาและมีอัตราบรรจุ (ประกันงาน) กับประเภทที่ 2 มีอัตราบรรจุ (ประกันงาน) รวมทั้ง 2 ประเภท จำนวน 33,600 ทุน และอาจจะขยายจำนวนทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยการรับทุนเต็มรูปแบบจะเริ่มในปีการศึกษา 2554 โดยมีหลักการดังนี้
          คุณสมบัติผู้เข้าศึกษา

         1.1 หลักสูตรปริญญาตรีควบโท 6 ปี ผู้สมัครรับทุนต้อง
          - มีคะแนนผลการเรียน ม.ปลาย เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า3.00 และผลการเรียนในวิชาเอก (ถ้ามี) เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00
          - มีคะแนนผลการสอบ O-NET, GAT, PAT อยู่ในกลุ่มสูงร้อยละสามสิบ (Top Thirty) ของกลุ่มผู้สอบในแต่ละปี
          - มีคะแนนผลการสอบภาษาอังกฤษ TOEFL (paper based ไม่น้อยกว่า 400, computer based ไม่น้อยกว่า 97, internet based ไม่น้อยกว่า 32) หรือIELTS ไม่น้อยกว่า 3.5 หรือคะแนนผลการสอบภาษาอังกฤษจากหน่วยงานที่สำนักงาน ก.พ. รับรองการเทียบเท่าเกณฑ์ TOEFL และ IELTS เช่น CU-TEP ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          1.2 หลักสูตรปริญญาโท 2 ปี (รับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี) ผู้สมัครรับทุนต้อง
          - มีคะแนนผลการเรียนเฉลี่ย และผลการเรียนวิชาเอกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00
          - มีคะแนนผลการสอบภาษาอังกฤษ TOEFL (paper based ไม่น้อยกว่า 450, computer based ไม่น้อยกว่า 133, internet based ไม่น้อยกว่า 45) หรือIELTS ไม่น้อยกว่า 4 หรือคะแนนผลการสอบภาษาอังกฤษจากหน่วยงานที่สำนักงาน ก.พ.รับรองการเทียบเท่าเกณฑ์ TOEFL และ IELTS เช่น CU-TEP ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          1.3 หลักสูตรปริญญาตรี 5 ปีจะมีนิสิต/นักศึกษารับทุนเป็นปีสุดท้าย กรณีที่มีทุนเหลือจากหลักสูตรปริญญาตรี ควบโท 6 ปี และหลักสูตรปริญญาโท 2 ปี
          เงื่อนไขระหว่างการศึกษา ต้องได้คะแนนรวมเฉลี่ยคะแนนวิชาเอกเฉลี่ย และคะแนนวิชาชีพครูเฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 3.00 ทุกกลุ่ม
          เมื่อมีการกำหนดคุณสมบัติทั้งก่อนเข้าศึกษา และระหว่างศึกษาอย่างเข้มข้น รวมทั้งมีเงื่อนไขคุณภาพที่มีลักษณะพิเศษสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาเช่นมีคะแนนผลการสอบภาษาอังกฤษ TOEFL (paper based ไม่น้อยกว่า 500, computer based ไม่น้อยกว่า173, internet based ไม่น้อยกว่า 61) หรือ IELTS ไม่น้อยกว่า 5 หรือคะแนนผลการสอบภาษาอังกฤษจากหน่วยงานที่สำนักงาน ก.พ. รับรองการเทียบเท่าเกณฑ์TOEFL และ IELTS เช่น CU-TEP ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษ(ภาษาต่างประเทศ) จึงอาจเป็นเงื่อนไขในการกำหนดอัตราเงินเดือนสูงกว่าระดับปริญญาโทปกติได้


          ครูยุคใหม่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริงหรือ?

          ครูยุคใหม่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น นอกจากครูยุคใหม่แล้ว นโยบายการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลยังได้กำหนดการพัฒนาคุณภาพทั้งสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และการบริหารจัดการใหม่ด้วย ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ตามปฏิญญาการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่สอง (2552-2561) ที่มีเป้าหมาย คือ คนไทยยุคใหม่ มีสมรรถนะการศึกษามีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล (IMD), คนไทยใฝ่รู้ :สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต, คนไทยใฝ่ดี : มีจิตสาธารณะ มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มีศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมและคนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น : มีความสามารถในการสื่อสารสามารถคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา ริเริ่มสร้างสรรค์
          อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอาจจะต้องตระหนักถึงปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยอาทิ การพัฒนาคุณภาพหลักสูตร ทั้งหลักสูตรการผลิตครู หลักสูตรอาชีวศึกษา และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การพัฒนาคุณภาพครูของครู ในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และคณะอื่นที่ร่วมการผลิตครูยุคใหม่
          ผู้สนใจรับทุนครูพันธ์ใหม่ โปรดติดตามความคืบหน้าได้จาก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) โดยคาดว่าน่าจะมีการประกาศรับสมัครผู้รับทุนครูพันธุ์ใหม่ ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2554 “ ครูยุคใหม่ จึงอาจเป็นคำตอบสุดท้ายของการปฏิรูปการศึกษารอบสอง”

 

อ้างอิง : บทความครูยุคใหม่ เขียนโดย รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย มติชน ฉบับวันที่ 28 ธ.ค. 2553

 



กล้วย
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #315 เมื่อ 8 มีนาคม 2554 5:14 [27.130.182.119] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ประโยชน์ของกล้วย

กล้วยอุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที


    ประโยชน์ของกล้วยไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้น ยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรคเลยค่ะ ส่วนจะช่วยป้องกันโรคใดได้บ้างนั้นราไปหาข้อมูลมาให้แล้ว ดังนี้


1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง




2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกา ยินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก




3. กำลังสมอง มีงานวิจัยในกลุ่มนักเรียน 200 คน โรงเรียน Twickenham พบว่ากินกล้วยมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปี ด้วยการจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น




4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย




5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า Try Potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น Rerotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง




6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้ กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา




7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียด ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้




8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า




9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้




10. ระบบประสาท วิธีควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้




11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย




12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้ อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทารกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น




13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ Try Potophan ทำให้อารมณ์ดี




14. การสูบบุหรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็วอันเป็นผล จากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง




15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิด ความสมดุล




16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร "The New England Journal of Medicine" การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%




17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้
 




การศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #316 เมื่อ 20 มีนาคม 2554 20:39 [183.89.138.152] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
สอบเข้าม.1 ปีการศึกษา2554 วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม2554
สอบเข้าม.4ปีการศึกษา 2554 วันอาทิตย์ 20 มีนาคม 2554
ม. 1 432  ม.4 184 คน



หยุดสงกรานต์
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #317 เมื่อ 16 เมษายน 2554 15:22 [14.207.116.151] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ
4094      เสาร์ 16 เมษายน 2554   
             วันนี้อยู่บ้านพักข้าราชการครู    หยุดอยู่บ้านพักตั้งแต่ 9 -15 เม.ย. 2554    ชอบมากได้อยู่อย่างสงบ ๆ มีเพื่อนมาติวหนังสือสอบบรรจุด้วย  สอบบรรจุ 25-26-27-28  เม.ย. รวม 4 วัน  ปรกาศผลภายใน 6 พ.ค.   และบรรจุก่อนเปิดเทอม 16พฤษภาคม 2554

              ปีการศึกษาหน้า คือปีการศึกษา 2554  จะเป็นปีการศึกษาที่ 10 ของการประกอบอาชีพครูของข้าพเจ้า.....
                    ข้าพเจ้าเป็นครู มา 9 ปีแล้ว....นานเหมือนกันนะเนี่ยะ
เป็นครูย่างปีที่ 10    .....เลข สวยจัง




ข่าวการศึกษา
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #318 เมื่อ 19 เมษายน 2554 20:27 [14.207.222.212] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

"ยุบ สทศ. สมศ..." สมพงษ์ จิตระดับ ชำแหละนักเรียนสอบตกโอเน็ต "ยกสยาม"

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผลโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดรสมพงษ์ จิตระดับ ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย...

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผล โอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ 

การออกข้อสอบยากมากเหมือนกับข้อสอบแข่งขันโอลิมปิก บางคำถามต้องตอบตัวเลือกให้ถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ข้อสอบจากที่เคยเป็นปรนัยปีนี้กลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แถมยังให้เวลาน้อยนิด 

เด็กหลายคนเลือกทำอัตนัยแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงลดลงเลย ประเด็นสำคัญที่โดนพูดถึงคือ การออกข้อสอบโดยอาจารย์สาธิต ซึ่งเป็นแนววิเคราะห์มาก ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้เรียนสาธิตก็สอบตกหมด อาจารย์ไม่สนใจในการสอนเพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำภารกิจส่วนตัวเรื่องเลื่อนวิทยฐานะครู ทำให้คุณภาพการสอนในห้องเรียนไม่มี เด็กส่วนใหญ่ก็หันไปทุ่มเงินเรียนพิเศษ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีเงิน 

“ถ้าให้พูดตรงๆ ถ้าไม่เรียนพิเศษหนูและเพื่อนๆ ก็ไม่ติดหมอหรอก แต่ถามจริงๆ มันไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนพิเศษถ้าครูในห้องตั้งใจสอนไม่ได้กั๊กเอาไว้และแนะนำให้เราไปเรียนพิเศษปกติเรียนวันละ 8 ช.ม.ไปเรียนพิเศษถึง 2 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ตี 1 อึดๆ ทึกๆ เพื่อรับมือกับข้อสอบที่ออกมายากๆ โรงเรียนก็มีมาตรฐานไม่เท่ากัน เด็กก็รวยจนไม่เท่ากันเงินเรียนพิเศษก็ไม่มีแล้วกระทรวงศึกษา สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ทำอะไรบ้างไหม ก็เปล่า...?” 

เป็นคำพูดที่สะท้อนปัญหาของเหล่านักเรียนได้อย่างดี

ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย

Q : ในฐานะคนที่คลุกคลีด้านการศึกษามา ดูผลประกาศว่าเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศแล้วรู้สึกอย่างไร

A : จริงๆ มันตกร่วงมา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการปฏิรูปรอบแรกกับปฏิรูปรอบนี้ แล้วผลที่ออกมาถามว่าสะท้อนอะไรผมมองว่ามันคือการวัดผลประเทศเรานี้ คือการสอบเป็นกระบวนการที่สอบแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรประการแรกเลยเด็กจึงไม่ตั้งใจสอบ เพราะคิดว่าสอบไปทำอะไร ถึงสอบตกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญ สอบตกก็ไม่เลื่อนชั้น 

อีกอย่างบ้านเรามันใช้วิธีการจับฉลากเข้าเรียนแล้ว การสอบมันเยอะเกินไป คืออย่างปีนี้ ตารางสอบโอเน็ตกับแกทแพทห่างกันไม่มาก คนจึงหันไปทุ่มกับแกทแพท เพราะเวลาเข้ามหาวิทยาลัยต้องใช้คะแนนนี้ถึง 50% ขณะที่โอเน็ตใช้เพียง 30% และเป็นข้อสอบที่มีเนื้อหาอยู่ในหลักสูตร ไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม เฉพาะที่เรียนในห้องเรียนก็น่าจะทำได้เลยไม่ค่อยตั้งใจสอบคะแนนโอเน็ตในภาพรวมก็เลยออกมาต่ำ

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองก็คือว่าปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนฉะนั้นเราจะเห็นว่าเด็กที่จะสอบภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง 3 วิชา มันจะสอบภาษาไทยกับสังคม แล้วภาษาอังกฤษมันจะทิ้ง ทำให้คะแนนภาษาอังกฤษออกมาแบบที่เห็นก็คือตกมากมาย สทศ. เริ่มมีแนวข้อสอบที่หลากหลาย บางคำถามต้องตอบถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ส่วนข้อสอบที่เคยเป็นปรนัยมาปีนี้กับปีที่แล้วกลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แล้วก็จำกัดเวลา หลายคนจึงเลือกทำอัตนัยก่อนแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงห่วยอย่างที่เห็น

Q : อาจารย์กำลังบอกว่าข้อสอบแปลกๆ ของ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) ก็มีส่วนทำให้ผลลัพธ์ออกมาแบบที่คนช็อก คือสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศ...? 

A : ใช่ เรื่องข้อสอบ ประเด็น กระบวนการสอบ เหล่านี้ก็มีผล แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลคือกลุ่มคนที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิตทั้งหมด อาจารย์จากโรงเรียนอื่นๆ ไม่มีส่วนในการออกข้อสอบนะครับ เพราะฉะนั้นข้อสอบมันจึงยาก (เน้นเสียง) ข้อสอบเป็นลักษณะในเชิงวิเคราะห์มาก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรงเรียนสาธิต เด็กสาธิตจึงทำได้ไม่บ่น แต่เด็กโรงเรียนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะเน้นความรู้ความจำ เน้นเรียนจากหนังสือ ไม่เน้นวิเคราะห์ ข้อสอบที่ออกมาจึงมันขัดแย้งกับตัวเด็ก แล้วตัวผู้ออกข้อสอบนั้นก็ไม่ได้สอนเด็กส่วนใหญ่ของประเทศด้วย อันตรายมากๆ 

Q : แล้วอาจารย์ที่ออกข้อสอบเหล่านี้ใครเป็นคนคัดเลือก

A : สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) กำหนดว่าต้องเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิต ฉะนั้นกลุ่มผู้ออกข้อสอบกับเด็กที่สอบนี้ไม่ใช่ครูและนักเรียนโดยตรง อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นจากการลงภาคสนามของผมมาตลอด ผมลงไปทำเรื่องสภาเด็ก ทำเรื่องเยาวชนมากมาย พวกเขาบอกว่าเด็กๆ กังวลมากว่าอนาคตข้างหน้า ครูบาอาจารย์จะทิ้งเด็กไม่สอนหนังสือ ไม่ทุ่มเท จ้ำจี้ จ้ำชัยเหมือนแต่ก่อน มัวแต่ไปทำเรื่องส่วนตัวกันหมด ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือที่ผ่านมาครูจะเจริญก้าวหน้าเงินเดือนสูงมาก แต่คุณภาพเด็กกลับตกต่ำ 

ฉะนั้นการออกแบบเรื่องทำวิทยฐานะในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ เป็นการหลงทางครั้งใหญ่ของประเทศ ทำให้ครูเนี่ยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องวิทยฐานะกันหมด จึงไม่มีคนใส่ใจคุณภาพเด็ก ผมถามว่าวันนี้เด็กตกกันทั้งประเทศยังไม่มีใครมารับผิดชอบ ไม่มีบทลงโทษ และผลที่เกิดออกมากับ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เวลาที่มันวัดผลเกิดขึ้นมาไม่ได้มีการเอาไปใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพเด็ก ต่างคนต่างอยู่ต่างยึดกฎหมาย ยึดสถาบัน ยึดองค์กรตัวเอง "กูมีหน้าที่สอบกูก็สอบ กูมีหน้าที่ออกข้อสอบ เด็กมึงตกมันก็ไปรับผิดชอบกันเอง"

Q : ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน

A : ใช่ มีแต่ครูจะได้ซีเพิ่มขั้น แต่เวลาเด็กตกไม่มีใครมารับผิดชอบอะไรเด็กเลย

Q : หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการออกข้อสอบแปลกๆ แบบนี้เกินหลักสูตรไปไหม


A : จริงๆ มันก็ไม่เกินหลักสูตรหรอก แต่ว่า มันเป็นข้อสอบที่ยากกว่าเด็กปกติ เป็นข้อสอบในเชิงวิเคราะห์ แต่ถ้ามองข้อสอบดีในเชิงวิเคราะห์ก็แปลว่าคนไทยได้คิดมากขึ้น

Q : แต่ว่าเราไม่ได้สอนเขาแบบนั้น 


A : มันก็ไม่เป็นธรรม อาจารย์ที่ออกเขาเอามาตรฐานเด็กโรงเรียนสาธิต ให้คิดวิเคราะห์ทุกวันวิพากษ์วิจารณ์อะไรๆ มันฝึกตลอด พอคุณเอาวิธีวิธีการสอนเด็กกลุ่มหนึ่งมาวัดเด็กกลุ่มหนึ่งมันจึงไม่ยุติธรรม 

Q : ทางแก้ไขคือ

A : ดีที่สุดก็คือ ยุบ สทศ. ยุบ สมศ. ไปเถอะรำคาญ คือเมื่อคุณวัดขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ประโยชน์ ถ้าวัดออกมาแล้วเครื่องมือไม่สอดคล้องและมันใช้งบประมาณมากก็ยุบไปเถอะเสียเงินเปล่าๆ 

Q : การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยมีผลไหม

A : มีครับ มันทำให้ข้าราชการระดับสูงนี้ใส่ใจเรื่องคุณภาพ มันก็มัวแต่ตามนโยบายลมเพลมพัด นโยบายไฟไหม้ฟาง นโยบายของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่ทุมเท ก็ไปใส่ใจในตัวนโยบายเฉพาะกิจหรือนโยบายส่วนตัวของรัฐมนตรี คุณภาพเด็กที่ลงไปบริหารกับครูในโรงเรียนมันก็ลดน้อยลง

ความเอาจริงเอาจังก็มันหายไปเยอะ การตรวจราชการ การติดตามเอาใจใส่อะไรพวกนี้ ข้าราชการส่วนกลาง ดังนั้นผมเสนอให้มีการคาดโทษอย่างหนักกับคนทำให้ผิดพลาดแต่นี่ไม่มี ทั้งๆ ที่ผลออกมาเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศมันต้องรับผิดชอบกันทั้งกระทรวง แล้วผลออกมาใครรับผิดชอบ ไม่มี จริงๆแล้วผู้ใหญ่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผมเสนอว่าทางออกคือต้องเอาผลการประเมินระดับโรงเรียนไม่ว่า สทศ. สมศ. และนำคะแนนเป็นตัวตั้ง มาจัดกลุ่มกัน กลุ่มนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงมาก กลุ่มแก้ไข กลุ่มปานกลาง กลุ่มดี พอรู้ปัญหาก็ระดมคน สื่อการเรียนการสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ลงไปช่วยเหลือเด็กห้องต่างๆ อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ 

2554 คำถามที่ต้องการคำตอบ เมื่อเด็กสอบโอเน็ตตกทั่วประเทศ...?

1.กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องรู้ไหมว่าสาเหตุหลักที่เด็กสอบโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐานตก เพราะวันนี้ในโรงเรียนเน้นทำการบ้านส่ง 70-80 % แต่ว่าการสอบจริงในห้องเรียนมีแค่ 20-30 % เท่านั้น คำถามก็คือวันนี้เด็กได้รับการฝึกฝนในการทำข้อสอบมาเพียงพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอแล้วทำไมไม่เพิ่มเติม

2.คำถามก็คือ เมื่ออยากรู้ว่าครูมีคุณภาพไหมทำไมไม่เอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์เทียบกับเด็กจะได้รู้ไปเลยว่าครูมีความรู้พอที่จะสอนหรือเปล่า ซึ่งมันจะสะท้อนได้ว่า ถ้าคุณครูคะแนนต่ำกว่าเด็ก 1.สถาบันผู้สอนต้องล้มเหลวแน่ ๆ 2.วิธีการสอนต้องล้มเหลวแน่ๆ 3.ถ้าเอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์แล้วครูคะแนนไม่ดีมันก็ยืนยันความล้มเหลวแน่ๆ ดังนั้นจะได้รู้ว่าอะไรคือราก จุดอ่อนของการศึกษาเมืองไทยที่ล้มเหลวเสมอๆ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

3.ทำไมนโยบายการศึกษาเรามักจะสนับสนุนให้คนเก่ง เรียนแพทย์ เรียนวิศวะแต่สนับสนุนให้คนไม่มีทางเลือกไปเรียนครู ซึ่งครูทำหน้าที่ผลิตครูก็คืออาจารย์ในสถาบันราชภัฏต่างๆ แล้วคนผลิตก็ไม่ฉลาด คนถูกผลิตก็ไม่ฉลาด ขบวนการผลิตก็ไม่ฉลาด แล้วกระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ไม่ฉลาด ประชากรศึกษาที่มีความรู้ก็รู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

4.ทำไมไม่กำหนดก่อนว่าข้อสอบจะประเมินอะไรของเด็กที่จะเข้ามาเรียน เหมือนกับที่สถาบันศึกษาจากต่างประเทศที่มีการทดสอบที่มีประสิทธิภาพนักเรียนเพื่อจะได้รู้ทิศทางความถนัดและความชื่นชอบเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กให้ถูกต้องและตรงทิศทาง 

5..ย้อนหลังกลับไป 15 ปีที่แล้วมีการสอบเอ็นทรานซ์เพียงแค่ครั้งเดียว กล่าวคือสอบได้ก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ตก ไม่เหมือนวันนี้ที่ต้องผูกชะตาชีวิตเด็กขึ้นกับครู และระบบแอดมิดชั่นใช้เกรด+กับการสอบ และคำถามใหญ่สุดท้ายก็คือครูทุ่มเทใช้จิตวิญญาณสอนอย่างเต็มทีได้แค่ไหน…?

นี่คือคำถามเสี้ยวจากที่ไทยรัฐออนไลน์ประมวลมาจากผู้รู้มากมาย นอกจากต้องการคำตอบแล้ว ยังต้องการผู้รับผิดชอบเมื่ออนาคตของชาติสอบวิชาพื้นฐานตกทั้งประเทศด้วย...?

 

 

ที่มา ไทยรัฐ 11 เมษายน 2554




เงินเดือนครู2554
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #319 เมื่อ 19 เมษายน 2554 20:31 [14.207.222.212] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ



เงินเดือนครู2554 ปรับ 8%
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #320 เมื่อ 19 เมษายน 2554 20:33 [14.207.222.212] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ



ปริญญาเถื่อน
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #321 เมื่อ 19 เมษายน 2554 20:48 [14.207.222.212] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ


การศึกษาของคนไทยบางคน   เป็นเช่นนี้แล้วหรือ

แฉ!ซื้อ-ขายวุฒิปลอมว่อนเน็ต ลั่นมหาลัยฉาว ผิดจริงเจอเทคโอเว่อร์แน่ 

กรณีการเปิดโปงการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หรือป.บัณฑิต วิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ที่มีอักษร “อ”นำหน้า ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น 

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)ว่ามีการประชุมคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยที่ประชุมเห็นว่าจากการสอบสวนผู้กระทำผิด 4 ราย ทำให้มีหลักฐานการทำผิดเพียงพอ ส่วนใบเสร็จที่คณะกรรมการได้รับก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นใบเสร็จจริงของมหาวิทยาลัย โดยค่าเทอมจริงแค่ 36,000 แต่ทางมหาวิทยาลัยรับเงินจากเด็ก 56,000 บาท 

อย่างไรก็ตามจะรอให้ทางมหาวิทยาลัยเข้ามาชี้แจงในเรื่องเอกสารการลงทะเบียนเรียน รายงานผลการเรียนรายเทอม ใบแจ้งผลการเรียนรายเทอม กระดาษข้อสอบและกระดาษคำตอบของเด็ก ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ก่อน หากคณะกรรมการสอบข้อเท็จฟันธงว่ามีมูลความผิดจริง เราก็พร้อมจะส่งคณะกรรมการควบคุมการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเข้าไปบริหารงานแทน 

ขณะนี้ถึงแม้จะกำลังมีข่าวเรื่องวุฒิ ป.บัณฑิตปลอม ตนยังได้รับข้อมูลว่า มีหลายเว็บไซต์ที่ขึ้นโฆษณารับทำวุฒิปลอมทุกระดับชั้น ตั้งราคาตั้งแต่ 8,000 - 200,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก ดังนั้นตนย้ำให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง และในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัปดาห์นี้ ตนจะนำเรื่องนี้เข้าไปพูดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นปัญหาว่า การรับทำวุฒิปลอมที่ระบาดในเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นปัญหาระดับชาติ หากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายต่อระบบการศึกษา การพัฒนาประเทศชาติ และจะเป็นที่ไม่ยอมรับของนานาชาติด้วย พร้อมทั้งจะประสานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ช่วยดำเนินการตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วย 

บางรายมีการโฆษณาว่าใช้ได้จริง สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะทำกันเป็นขบวนการ ขอเวลาตรวจสอบเรื่องนี้อีกระยะหนึ่ง หากพบว่ามีส่วนใดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยหากรู้เห็นด้วยก็ต้องดำเนินการให้เด็ดขาด เรื่องนี้จะต้องร่วมกันรณรงค์ให้เป็นวาระสำคัญของชาติ หรืออาจะเป็นวาระแห่งชาติต่อไป 

ด้าน นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ กกอ.กล่าวถึงกรณีที่นายไชยยศสั่งให้ สกอ.ตั้งคณะกรรมการควบคุมการดำเนินงานมหาวิทยาลัยที่ตกเป็นข่าวขาย ป.บัณฑิตฯ ว่า สกอ.หารือกับฝ่ายกฎหมาย โดยใช้ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งต้องดูว่ามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนี้ทำผิดพลาดเป็นเหตุให้ สกอ. สามารถเข้าไปควบคุมการดำเนินงานได้หรือไม่ และคณะกรรมการที่จะเข้าไปนั้น กฎหมายกำหนดให้เป็นการแต่งตั้งโดยอำนาจรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องได้รับคำแนะนำจากที่ประชุม กกอ. โดยจะมีการประชุมกกอ.ในวันที่ 4 พ.ค.นี้ คงไม่ล่าช้าจนเกินไป เพราะ สกอ.จะต้องรอหลักฐานเพิ่มเติม จากมหาวิทยาลัยที่จะส่งมาให้ในวันที่ 25 เม.ย.ก่อน 

ทั้งนี้ สกอ.จะประสานกับคุรุสภา ขอสอบปากคำนักศึกษาทั้ง 4 คน ที่ออกมาสารภาพว่าซื้อ ป.บัณฑิตฯโดยไม่ได้เรียน เพื่อนำมาประกอบสำนวนการสอบสวน ส่วนที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่า นายกสภามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนี้เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง รวมทั้งทบวงมหาวิทยาลัยด้วย จะเป็นการกดดัน สกอ. ไม่กล้าดำเนินการนั้น เท่าที่ติดตามข่าวสาร นายกสภามหาวิทยาลัยแห่งนี้ระบุว่าขอให้ สกอ.ทำงานตามเนื้อผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ สกอ. ทำอยู่แล้ว 

ส่วน นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สัปดาห์นี้คุรุสภาจะสรุปข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับการแจ้งเบาะแสเข้ามาในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา และจะจัดเจ้าหน้าที่ปูพรมตรวจสอบหาข้อเท็จจริงทันที ทั้งนี้จะรวมไปถึงมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่อยู่ในย่านปริมณฑลที่ได้รับเบาะแสว่ามีการขายใบ ป.บัณฑิตฯด้วย ส่วนกรณีที่ทางคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดที่ สกอ. ตั้งขึ้นต้องการจะสอบปากคำบัณฑิต 4 ราย ที่ให้ข้อมูลกับทางคุรุสภานั้น ขณะนี้คุรุสภากำลังประสานกับบัณฑิตทั้ง 4 รายให้ คาดว่าน่าจะนัดหมายกันได้ในเร็ว ๆ นี้ 

ในส่วนของ ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) กล่าวว่า ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จะมีการประชุม ทปอ.ที่ ม.เกษตรศาสตร์ ตนจะนำประเด็นปัญหามาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษาเข้าหารืออีกครั้ง เพื่อหาจุดยืนร่วมกันของ ทปอ. เพราะถ้าอุดมศึกษายังมีปัญหาคุณภาพและมาตรฐานอยู่จะเป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างไร โดยประเด็นที่จะหารือเรื่องการซื้อขายปริญญาที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการซื้อปริญญาในมหาวิทยาลัยของรัฐ และ การซื้อขายปริญญาผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสืบค้นหาข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต โดยพิมพ์คำว่า อยากได้วุฒิปลอม ปรากฏว่า มีข้อมูลในหลายเว็บไซต์โฆษณาถึงการซื้อวุฒิเป็นจำนวนมาก ล่าสุดเพิ่งโพสต์ใหม่ในวันที่ 17 เม.ย.54 พร้อมมีการให้ผู้ที่สนใจติดต่อได้ทั้งเบอร์โทรศัพท์มือถือและอีเมล์สอบถามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญบางเว็บไซต์ มีผู้สนใจเข้าชมมากกว่า 3,000 ราย และอยากซื้อวุฒิปลอมมากกว่า 100 ราย โดยมีทุกระดับชั้นตั้งแต่มัธยมศึกษาจนถึงปริญญาตรี นอกจากนี้ยังพบว่า นอกจากจะมีรับทำวุฒิแล้ว บางส่วนยังรับทำใบขับขี่ปลอม และทะเบียนบ้านปลอมด้วย 

สำหรับเนื้อหาการโฆษณาบางรายระบุว่า รับทำวุฒิการศึกษา รับปรึกษาเรื่องวุฒิการศึกษาหากคุณต้องการวุฒิการศึกษาเพื่อนำไปสมัครงาน หรือเรียนต่อ หรือปรับเงินเดือน ฯลฯ โดยจะทำวุฒิการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นวุฒิที่ออกให้โดยสถานศึกษาจริง ๆ มีชื่อและข้อมูลของผู้ซื้ออยู่จริง ๆ หากมีการตรวจสอบก็ไม่มีปัญหาตามมาพร้อมระบุค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน โดย ระดับ ม.ต้น - ระดับ ปวส. คิดค่าดำเนินการรายละ 8,000 บาท ระดับปริญญาตรี หลักสูตรต่อเนื่อง 4 ปีภาคปกติ 180,000 บาท หลักสูตรต่อเนื่อง 4 ปี ภาคค่ำ 140,000 บาท หลักสูตรเทียบโอน ปวส. ภาคปกติ 120,000 บาท หลักสูตรเทียบโอน ปวส. ภาคค่ำ 100,000 บาท หลักสูตรนานาชาติ ค่าใช้จ่าย 230,000 บาท 

นอกจากนี้ยังมีสาขาให้เลือก อาทิ หลักสูตรภาษาไทย คณะบริหารธุรกิจ (บริหารทั่วไป,การเงินการธนาคาร,การตลาด,การบัญชี,การโฆษณาและประชาสัมพันธ์,การบริหารทรัพยากรมนุษย์,การประกันภัย,การท่องเที่ยว,ธุรกิจระหว่างประเทศ,การบัญชีและการเงิน,การออกแบบผลิตภัณฑ์,การจัดการทรัพย์สิน,การจัดการโลจิสติกส์ คณะการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชาการตลาด (ภาษาอังกฤษ) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ) 

โดยขั้นตอนของผู้ที่อยากได้วุฒิจะมีการติดต่อศึกษากับผู้รับทำ เจรจาค่าใช้จ่าย ส่งเอกสารให้กัน อาทิ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาวุฒิการศึกษาที่จบมา รูปถ่าย จากนั้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ผู้ที่จ้างทำจะได้รับใบแสดงผลการเรียน หนังสือรับรองการศึกษา บัตรประจำตัวนักศึกษา ใบปริญญาบัตร (ป.ตรี) ทั้งนี้เมื่อลองโทรฯไปสอบถามตามเบอร์ต่างๆที่ให้ไว้ บางเบอร์ไม่สามารถติดต่อได้ คาดว่ากลุ่มผู้รับทำวุฒิปลอม อาจจะมีการเปลี่ยนเบอร์อยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ 

 

ที่มา เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน




ซีือวุฒิ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #322 เมื่อ 19 เมษายน 2554 21:00 [14.207.222.212] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

อันตรายต่อเด็กอย่างมหันต์  ถ้าคนพวกนี้ไปเป็นครู

และคนพวกนี้จะเป็นครูที่ดีได้อย่างไร

แค่ความซื่อสัตย์ก็ยังไม่มี........ซื้อวุฒิปลอม  โกงวุฒิ   เพื่อจะไปทำงานในวงการวิชาชีพครู......

สังคมจะเสื่อมแค่ไหน  ถ้าคนเป็นครูกระำทำการทุจริต คดโกงอย่างนี้   และคนพวกนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนได้อย่างไรกัน

แล้วคนพวกนี้เป็นบัณฑิตได้อย่างไรกัน

คุณธรรม จริยธรรม  ไม่มี.....

......น่ากลัวมาก...............

โปรดอ่านข่าวต่อไปนี้

"คุรุสภา" ไม่เชื่อข้อมูล ม.เอกชน ต้องสงสัย สั่งซ้ำแยกจำนวนบัณฑิตจริง-เก๊ มั่นใจตรวจสอบเสร็จทัน เม.ย.นี้ ปัดโยงการเมือง เผยเป็นเรื่องของบัณฑิตอยากเป็นครู 

เมื่อวันที่ 16 เม.ย.54 นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู (ป.บัณฑิตวิชาชีพครู) ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งว่า ขณะนี้คณะกรรมการที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตั้งขึ้นกำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ ขณะที่ในส่วนของคุรุสภา จะมีหน้าที่รับรองบัณฑิตที่ใช้วุฒิการศึกษาจากสถาบันดังกล่าว ให้มาขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งเป็นการแยกหน้าที่กันชัดเจน โดยขณะนี้คุรุสภา กำลังตรวจสอบว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีพฤติกรรมผิดสังเกตดังกล่าวได้เรียนจริงหรือไม่ จึงให้ทางมหาวิทยาลัยยืนยันกลับมายังคุรุสภาอีกครั้งว่าได้จัดการศึกษาในที่ตั้งหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้าที่มหาวิทยาลัยได้ตอบมาแล้วว่ามีการจัดการเรียนการสอนในที่ตั้ง แต่คุรุสภาไม่เชื่อ เพราะจับได้ว่าไม่ได้จัดในที่ตั้งทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องให้แยกแยะออกมาให้ได้ว่าในบัณฑิตมีใช้วุฒิ ป.บัณฑิตฯ จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว จำนวนกว่า 1 พันคน ที่มายื่นขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนั้น มีใครที่เรียนในที่ตั้ง หรือนอกที่ตั้งบ้าง ซึ่งกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดนี้จะเสร็จได้ภายในเดือน เม.ย.นี้

เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายมองว่ากรณีการตรวจสอบนี้เป็นเรื่องการเมือง นายองค์กร กล่าวว่า ไม่ได้มองไปถึงขั้นว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะยังไม่มีการเปิดเผยอะไรออกมาชัดเจน ส่วนบัณฑิตที่ใช้วุฒิ ป.บัณฑิตฯ มายื่นขอใบอนุญาตเท่าที่ดูก็เป็นผู้ที่ต้องการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเพื่อไปใช้ในการสมัครการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2554 จึงยังไม่ได้ตรวจสอบลึกไปถึงว่า มีนักการเมืองมายื่นขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยใช้วุฒิปลอมด้วยหรือไม่ 

"ก่อนหน้านี้ที่คุรุสภา ให้การรับรองบัณฑิตที่มายื่นขอใบอนุญาตแล้วมาตรวจสอบพบภายหลังว่าเป็นการใช้ใบ ป.บัณฑิตฯ ที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องนั้น คุรุสภาได้แจ้งแก่บัณฑิตทุกคนแล้วว่าที่ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้นั้นเป็นการให้อย่างมีเงื่อนไข เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิ์ผู้ที่ได้มาอย่างถูกต้องเนื่องจากต้องนำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสอบแข่งขันให้ทันภายในวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้คุรุสภา ได้ย้ำแล้วว่าหากตรวจสอบพบภายหลังว่าเป็นการได้มาโดยไม่ถูกต้องก็จะต้องถูกเพิกถอน เพราะฉะนั้นกติกานี้ถือว่าเป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน" นายองค์กร กล่าว 

 

 

ที่มา สยามรัฐ http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/50688




วิทยฐานะ
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #323 เมื่อ 30 เมษายน 2554 17:25 [183.89.64.35] ตอบอ้างอิงความเห็นนี้- แจ้งลบ

ครูเตรียมเฮ! ที่ประชุม ก.ค.ศ.เตรียมเพิ่มสวัสดิการ เล็งให้บำนาญ 7 ขั้น กรณีตายในหน้าที่ พร้อมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา(อ.เทพา สะบ้าย้อย นาทวี จะนะ) มีวิทยฐานะชำนาญการ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจสำหรับครู 

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติหลักการร่างหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการ แก่ครอบครัวของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา77 เนื่องจากว่าสมาพันธ์ครูแห่งประเทศไทยได้ร้องขอ ศธ.ให้จัดสวัสดิการให้ครู ในกรณีพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักเกณฑ์ อาทิ การให้บำเหน็จบำนาญ 7 ขั้น และกรณีจะต้องดูแลสวัสดิการของครอบครัว เป็นต้น ซึ่งอนุมัติหลักการนี้มีผลใช้กับครูทั่วไป แต่ตนก็สั่งได้ให้มีการปรับปรุงตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ และให้สำนักงาน ก.ค.ศ.เสนอเรื่องเพื่อนำเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ 

ทั้งนี้ ยังได้เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา(อ.เทพา สะบ้าย้อย นาทวี จะนะ) มีวิทยฐานะชำนาญการ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจสำหรับครู พร้อมทั้งได้เปลี่ยนกำหนดการประเมินด้านที่ 3 ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ ข้อจำกัดตามสภาพความยากลำบากในการปฏิบัติงาน อาทิ ครูให้พิจารณาจากการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาวิชาการ ผลที่เกิดกับผู้เรียน และผลการปฏิบัติงานหน้าที่ เป็นต้น และส่วนข้าราชการชำนาญการพิเศษให้ประเมินจากผลงานที่ประสบความสำเร็จที่เป็นเชิงประจักษ์ โดยให้พิจารณาจากผลงานไม่น้อยกว่า 1 รายการ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติการประเมิน การพัฒนาปรับปรุงและเกณฑ์ การยื่นคำขอส่วนใหญ่ยังใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของภาคใต้และ ว.17/2552 เดิม 

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2554




วุฒิปลอม
บุคคลทั่วไป

ความเห็นที่ #324 เมื่อ 30 เมษายน 2554 17:31 [183.89.64.35] ตอ